ท่องเที่ยวและกีฬา » 8 สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน ที่สวยงามแฝงความพิศวง

8 สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน ที่สวยงามแฝงความพิศวง

10 กรกฎาคม 2017
466   0

ธรรมชาติ

 

ไปเที่ยวทั้งทีต้องรู้ที่มาที่ไปของสถานที่นั้น ๆ ด้วย จึงจะสนุก ว่าไหม๊ คือเราต้องรู้อะว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ สิ่งเราควรหรือไม่ควรทำถ้าเราไปสถานที่นั้น ๆ มีอะไรบ้าง เพราะบางแห่งก็เป็นที่ศักกดิ์สิทธิ์ ซึ่งสำคัญเลย เราต้องเคารพให้มากถึงมากที่สุด เรามาดูกันว่า ทุ่งไหหิน ประเทศลาว , เกาะรูปหัวใจหรือเกาะมารินดูเกย์ ประเทศฟิลิปปินส์ , ทะเลทรายมูยแน ประเทศเวียดนาม , เกาะปูเลาอูบิน ประเทศสิงค์โปร์ , พระธาตุอินทร์แขวน หรือพระธาตุไจทีโย ประเทศพม่า และสถานที่อื่น ๆ มีที่มาที่ไปที่น่าพิศวงชวนสงสัย และยังน่าไปเที่ยวชมยังไงกันบ้าง ไปดูกัน

 

ทุ่งไหหิน

 

1.ทุ่งไหหิน ประเทศลาว

ทุ่งไหหิน เป็นทุ่งกว้างที่มีหินทรายก้อนใหญ่ รูปร่างเหมือนไหหลายร้อยใบ กระจัดกระจายอยู่เต็มท้องทุ่ง มีหลายขนาดหลายรูปร่างให้เห็น ว่ากันว่าใบใหญ่ที่สุดมีความสูงมากกว่า 3 เมตร มีน้ำหนักมากกว่า 15 ตัน บางใบก็มีรูปทรงหมดบิดเบี้ยว เว้าแหว่ง เหมือนกับงานที่ยังปั้นไม่เสร็จ เป็นปรากฏการณ์เช่นเดียวกับสโตนเฮดประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ภายในไหบางใบ ยังพบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องใช้สำริด ลูกปัดโบราณของจีน และเครื่องประดับโบราณต่างๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าหินทรายก้อนเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับพิธีฝังศพของคนสมัยโบราณก็ได้

 

เกาะรูปหัวใจ

 

2.เกาะรูปหัวใจหรือเกาะมารินดูเกย์ ประเทศฟิลิปปินส์

เกาะรูปหัวใจ หรือเกาะมารินดูเก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองปาละวันประเทศฟิลิปปินส์

ตำนานการเกิดเกาะแห่งนี้ที่เล่าต่อกันมามีอยู่ว่า เกิดเหตุโศกนาฏกรรมแห่งรักแสนเศร้าระหว่างพระธิดาแห่งเมืองโลซานตอนใต้กับกระบี่ชาวประมง ที่พระราชาไม่ยินยอมให้ทั้งสองรักกัน เมื่อทั้งสองรักลอบคบกันแล้วถูกจับได้ พระราชาจึงสั่งให้ตัดหัวกวีชาวประมงคนนั้น แต่ทั้งคู่ไม่ยอม นำเรือหนีออกไปกลางทะเลแล้วกระโดดน้ำตายไปพร้อมกัน เวลาต่อมาเกาะแห่งนี้ก็ผุดขึ้นมา

นอกจากเกาะมารินดูเกย์จะมีความสวยงามทางธรรมชาติแล้ว ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะเป็นเกาะแห่งแรกที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งค่ายเมื่อครั้งที่มารบกับฟิลิปปินส์ใน ค.ศ 1900 ซึ่งในครั้งนั้นฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะสงคราม

 

ถ้ำ son dong

 

3.ถ้ำ son dong ประเทศเวียดนาม

ถ้ำ son dong เป็นถ้ำในอุทยานแห่งชาติฟองฮา-เกบัง ตั้งอยู่บริเวณชายแดนลาวเวียดนาม มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณโถงใหญ่ที่สุดภายในถ้ำ มีระยะทางยาวมากกว่า 5 กิโลเมตร สูง 200 เมตร และกว้าง 150 เมตร นอกจากขนาดมหึมาของถ้ำแล้ว ที่นี่ยังมีหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก บางแห่งสูงถึง 70 เมตร คาดกันว่าตึกสูง 40 ชั้นที่วางเรียงกันยาวร่วม 1 กิโลเมตร สามารถอยู่ในถ้ำมานี้ได้อย่างสบายๆ ถ้ำ son doong เป็นที่รู้จักของคนถิ่นนานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไป เพราะภายในถ้ำมีเสียงหวีดหวิวดังก้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเสียงของกระแสลมที่พัดผ่านเข้ามาในถ้ำและเสียงของกระแสน้ำจากแม่น้ำที่ไหลผ่านนั่นเอง (ขอบคุณภาพ : http://www.boredpanda.com/worlds-largest-cave-son-doong-vietnam/)

 

ทะเลทรายมูยแน

 

4.ทะเลทรายมูยแน ประเทศเวียดนาม

ทะเลทรายมูยแน หรือทะเลทราย 2 สี เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งมาก มีหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ แต่เดิมเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครให้ความสนใจ จนกระทั่งทางการเวียดนามค้นพบทะเลทรายแห่งนี้ และด้วยความสวยงามแปลกๆ ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม

ทะเลทรายมุยแนประกอบด้วยทะเลทราย 2 ผืนที่มีสีต่างกัน ผืนแรกชื่อ  ทะเลทรายแดง อยู่ใกล้กับประเทศจีนใต้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนทะเลทรายอีกผืนหนึ่งชื่อ ทะเลทรายขาว อยู่ทางใต้ของทะเลทรายแดง เป็นทะเลทรายสีขาวกว้างขวางสะอาดตา และที่สำคัญยังมีแหล่งน้ำจืดในทะเลทรายหรือโอเอซิสอีกด้วย (ขอบคุณภาพ : https://travel.kapook.com/view128293.html)

 

อ่าวฮาลอง

 

5.อ่าวฮาลอง ประเทศเวียดนาม

อ่าวฮาลอง เป็นอุทยานทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติตามที่องค์การยูเนสโกประกาศไว้ในปี พ.ศ. 2537 อ่าวฮาลองเป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามที่ติดกับประเทศจีน มีพื้นที่ประมาณ 1,553 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ประมาณ 1,960 เกาะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกาะหินปูนที่โผล่พ้นขึ้นมาจากทะเล หลาย ๆเกาะในอ่าวฮาลองมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน บางเกาะ มีชายหาดที่สวยงาม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดอีกด้วย

 

ภูเขาไฟกรากะตัว

 

6.ภูเขาไฟกรากะตัว ประเทศอินโดนีเซีย

ภูเขาไฟกรากะตัว ตั้งอยู่ทางตอนกลางของช่องแคบซุนดา อยู่ระหว่างเกาะสุมาตราและเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย แต่เดิม กรากะตัวป็นภูเขาไฟที่มีฐานอยู่ใต้ทะเล ต่อมาเมื่อมันโผล่บนผิวน้ำจะมีลักษณะเป็นเกาะ

หลังจากนั้นมันก็เกิดระเบิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้เกาะแยกออกจากกัน แล้วก็ระเบิดทั้งเล็กทั้งใหญ่สลับกันมาเรื่อยๆ ด้านระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวครั้งรุนแรงได้ถูกบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2224 จากนั้นภูเขาไฟกรากะตัวก็หลับสนิทยาวนานนับร้อยปี จนถึงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2426 พวกภูเขาไฟกรากะตัวก็เกิดระเบิดขึ้นอีกครั้ง นับเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในโลกและก่อให้เกิดเสียงดังที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในประวัติศาสตร์โลก เสียงของมันดังไกลไปถึงอินเดียและออสเตรเลีย ความรุนแรงของการระเบิดเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ขนาด 200 เมกะตัน เทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ที่อเมริกาทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาประเทศญี่ปุ่นถึง 1,300 เท่า นอกจากนี้ฝุ่นภูเขาไฟจำนวนมหาศาลยังขึ้นไปในอากาศที่มีระดับสูงมาก แต่กระจายปกคลุมพื้นที่ต่างๆ และใช้เวลาลอยอยู่ในอากาศนานถึง 3 ปี กว่าจะตกลงมาบนพื้นโลกหมด (ขอบคุณภาพ : https://th.wikipedia.org/)

 

เกาะปูเลาอูบิน

 

7.เกาะปูเลาอูบิน ประเทศสิงค์โปร์

เกาะปูเลาอูบิน เป็นเกาะเล็กๆมีพื้นที่เพียง 10.19 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสิงคโปร์ เกาะแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นป่าแห่งสุดท้ายของสิงคโปร์ เพราะมีความเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเรียบง่าย ไม่สามารถหาชมได้ในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่ปลายสุดด้านตะวันออกของเกาะปูเลาอูบิน มีชายหาดเจะก์จาวาที่มีสัตว์ทะเลอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แมงดาทะเลและเหรียญทะเล หรืออีแปะทะเล เป็นสัตว์ในตระกูลดาวทะเล มีรูปร่างกลมแบน หาดนี้มีทุ่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นบ้านของดอกไม้ทะเลแบบพรมและนกยูง อีกทั้งมีซากปะการังซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของฟองน้ำหลากสีอีกด้วย (ขอบคุณภาพ : https://en.wikipedia.org/wiki/File:Village_on_Pulau_Ubin.JPG)

 

พระธาตุอินทร์แขวน

 

8.พระธาตุอินทร์แขวน หรือพระธาตุไจทีโย ประเทศพม่า

พระธาตุอินทร์แขวน หรือชาวพม่าจะรู้จักในชื่อพระธาตุไจทีโย ซึ่งมีความหมายว่าก้อนหินทอง ตั้งอยู่บนหน้าผาหินบนภูเขาปองลองเมืองไจ้ก์โถ่ เป็นเจดีย์ขนาดเล็กสูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนกองหินขนาดใหญ่มีน้ำหนักกว่า 600 ตัน ซึ่งปิดทองวางอยู่อย่างหมิ่นเหม่ กว่าครึ่งของเนื้อก้อนหินยื่นออกมานอกหน้าผา แถมยังลาดเอียงลงต่ำ มองดูแล้วให้ความรู้สึกว่าหินก้อนนี้พร้อมที่จะกลิ้งตกลงไปได้ทุกเมื่อ แต่คนเมียนมาเชื่อว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะพระอินทร์เป็นผู้แขวนไว้ให้ชาวพุทธไปกราบไหว้กัน และภายในพระธาตุอินทร์แขวนยังบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าไว้อีกด้วย

ส่วนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า สาเหตุที่หินก้อนนี้ไม่หล่นจากหน้าผาก็เพราะ จุดศูนย์กลางหรือจุดศูนย์ถ่วงยังอยู่บนหน้าผา ประกอบกับแรงปะทะของลมยังไม่มากพอก้อนหินนี้จึงแค่ขยับแต่ไม่กลิ้งตกลงมา (ขอบคุณภาพ : https://th.wikipedia.org/)

แสดงความคิดเห็น

advertise