สุขภาพ » อ่านก่อนไปฟอกสีฟัน อยากฟันขาวแล้วฟอกสีฟัน ฟันจะขาวขึ้นแค่ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เท่านั้น

อ่านก่อนไปฟอกสีฟัน อยากฟันขาวแล้วฟอกสีฟัน ฟันจะขาวขึ้นแค่ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เท่านั้น

7 สิงหาคม 2017
83   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

 

หลักการของการฟอกสีฟันให้ขาว ก็จะเหมือนการฟอกสีวัสดุทั่วไป ที่จะต้องนำกรดไปตัดเอาส่วนที่เป็นเม็ดสีออก ตัวยาสำคัญที่นำมาใช้ในการฟอกฟันขาวก็มีสภาพเป็นกรดเช่นเดียวกัน ผิวเคลือบฟันจะถูกทำลายไม่เว้นแต่เนื้อเยื่อที่อยู่ในโครงสร้าง คล้ายกับเวลาใช้รังสีรักษาเซลล์มะเร็ง เมื่อฉายรังสีออกมารังษีก็ทำลายทุกอย่างที่มันผ่านไป ถึงแม้จะป้องกันโดยเอาอะไรมากั้น แต่รังสีบางส่วนก็ทำลายเซลล์ที่ปกติไปด้วย

 

 

ผลของการฟอกสีฟันเบื้องต้น ผิวเคลือบฟันของคุณจะไม่แข็งแรง ผิวสัมผัสจะไม่ลื่นเหมือนที่เคยเป็น โอกาสที่จะติดสีจากการรับประทานอาหารอย่างอื่นจะง่ายขึ้น เช่น การดื่มน้ำชากาแฟ หรือแม้แต่น้ำอัดลมจะเสียวฟันบ่อยและฟันจะผุง่ายขึ้น หมอฟันควรแนะนำให้ทานหรือเคลือบฟลูออไรด์ด้วย ฟันจะขาวประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี และจะกลับมาเหลืงอีก จะต้องเสียเงินในการฟอกสีฟันให้ขาวอยู่เป็นประจำ หรือถ้าอยากทำจริงๆ แนะนำให้ไปหาข้อมูลจากคนที่ทำแล้ว ว่าเป็นจริงอย่างที่กล่าวมาหรือไม่ หมอจะนัดให้มารับอุปกรณ์หรือยานี้ในทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี ทำให้เสียทั้งเงินและเสียฟันอีกด้วย

 

ปัจจุบันมีโฆษณาว่าขาวภายใน 1 ชั่วโมงหรือ 1 วันโดยใช้การฉายแสง แสงที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นตัวกลางที่ทำให้ฟันขาว แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีของกรดให้ทำงานเร็วขึ้น ผิวเคลือบฟันจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วและขาวได้ทันใจ แต่รับรองว่าวันแรกที่ทำเสร็จมันจะเสียวมากแค่ถูกลมก็เสียวแล้ว ไม่ต้องพูดถึงน้ำหรือของเย็นอย่างอื่น

 

 

จากการสังเกตของหมอ พอจะจำแนกคนไข้ที่มีความประสงค์อยากจะฟอกสีฟันให้ขาว โดยกลุ่มใหญ่จะแบ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่เป็นผู้หญิงโดยมีกลุ่มผู้ชายบ้างแต่น้อยมาก เราไปดูกันสักนิดว่ามีทั้ง 4 กลุ่มแบ่งเป็นกลุ่มอย่างไรกันบ้าง

 

กลุ่ม 1

จะเป็นกลุ่มที่มีฟันเหลืองคล้ำ มาจากการได้รับยาแก้อักเสบชนิดเตตร้าซัยคลิน ในช่วงวัยเด็กอายุ 6-12 ปี แต่ก็พบเป็นส่วนน้อยของกลุ่มที่อยากฟอกสีฟัน เพราะยาตัวนี้ใช้เป็นที่แพร่หลายมากซักเมื่อ 40 ปีก่อน หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี เมื่อพบว่ายามีผลต่อสีและโครงสร้างของฟันรวมถึงกระดูกด้วย จึงไม่มีการนำมาใช้ในสตรีที่ตั้งครรภ์หรือเด็ก ยังคงมีการใช้บ้างแต่ไม่มาก ระยะหลังคนกลุ่มที่อายุ 15 ถึง 30 ปีในปัจจุบันจึงแทบจะไม่ค่อยได้พบเห็น

 

กลุ่มที่ 2

เป็นกลุ่มมีฟันเหลืองเป็นคราบติดบริเวณกลางฟัน คอฟันและตัวฟันด้านบน มักจะมีฟันขาวขุ่นเนื่องมาจากการจัดฟัน เพราะเวลาติดเครื่องมือเพื่อจัดฟัน หมอฟันจะใช้กรดทาที่ผิวเคลือบฟันตรงกลาง แล้วทาน้ำยาเพื่อติดเครื่องมือ ในขณะที่คอฟันและตัวฟันจะเป็นจุดที่มีคราบอาหารเกาะติดทำความสะอาดไม่หมด เป็นรอยขาวมาจากผิวเคลือบฟันที่มีการถูกทำลายและเป็นจุดเริ่มต้นของฟันผุ

advertise

 

กลุ่มที่ 3

เป็นกลุ่มที่รักสวยรักงามอยากมีฟันขาวเนื่องมาจากการที่คิดว่าอยากจะมีฟันขาวเหมือนพวกดารา กลุ่มนี้จะรักสะอาดมากแปรงฟันเช้าเย็นหลังอาหาร 3 เวลา และบางคนใช้เวลานานในการแปรงฟัน บางคนเคยพบว่าแปรงฟันใช้เวลานานกว่า 15 นาที และมักจะบอกว่าใช้ขนแปรงแบบนิ่ม หากทำอย่างที่ว่ามานี้ เพียงแค่ 3-4 ปีเคลือบมันจะถูกทำลายจนลื่นไปทั้งซี่ด้วยเช่นกัน

 

กลุ่มที่ 4

เป็นกลุ่มที่ 2 ด้วยและในขณะเดียวกันจะมีพฤติกรรมเหมือนกลุ่มที่ 3 ทั้งผ่านการจัดฟันมาแล้ว หรือมีความขยันแปรงฟัน ใส่ใจในเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก ยังไม่นับรวมพฤติกรรมบางอย่างที่มีผลต่อการทำให้ฟันต้องทำงานหนักมากขึ้น เช่น เคี้ยวหมากฝรั่งนาน ๆ เคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ ซึ่งมีผลต่อการสึกของเคลือบฟันเช่นกัน

 

 

ในบรรดาคนไข้ทั้ง 4 กลุ่ม กลุ่มแรกถือว่าเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะเคลือบฟันไม่ได้ถูกทำลายเหมือนกับกลุ่มหลัง เพียงแต่โครงสร้างฟันทั้งหมดไม่แข็งแรงเท่ากับเป็นคนปกติที่ไม่ได้รับยาเตตร้าซัยคลิน เมื่อผ่านการฟอกสีฟันจึงทนต่อสภาวะกดของการฟอกสีได้ดีกว่า 3 กลุ่มหลัง โดยที่คนไข้ใน 3 กลุ่มหลังนี้ ผิวเคลือบฟันบางส่วนได้ถูกทำลายจากพฤติกรรมของตัวคนไข้เองอย่างไม่รู้ตัว มีโอกาสเสี่ยงที่จะมีอาการเสียวฟันในอนาคตหากได้รับการฟอกสีฟันขึ้นมาอีก แม้ฟอกเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ถ้าหากไม่ได้รับฟลูออไรด์เสริมในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้เกิดการเสียวฟันทั่วทั้งปาก

 

หมอไม่อยากสรุปว่าการฟอกสีฟันสมควรทำหรือไม่ แต่ถ้าคนที่อยากทำอยู่ในกลุ่มที่กล่าวไว้ข้างต้นก็ควรคิดให้รอบคอบ เพราะการฟอกสีฟันจะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ และยังไม่มีน้ำยาชนิดใดที่ฟอกแล้วสีนั้นจะอยู่ทนถาวร เสียเงินเพื่อฟันขาวช่วงสั้นๆเพียง 6 เดือน ฟอกแต่ละครั้งผิวเคลือบฟันก็จะบางไปเรื่อยๆ คิดให้ดีก่อนที่จะฟอกสีฟัน

 

ที่มา : หนังสือ รักปาก รักษ์ฟัน ทพ.อมรสิทธิ์ เมืองคุ้ม

 

อ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter