เกร็ดความรู้สั้น ๆ พร้อมข้อคิด กินอย่างไรให้สุขภาพดี Ep.34

แค่รับประทานหรือกินไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือเราควรรู้ว่าเรากำลังรับประทานอะไร ดีหรือว่าไม่ดีต่อร่างกายยังไง

ของหนึ่งชนิดไม่ได้มีจุดบ่งชี้ว่าจะดีสำหรับทุกคน เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่าในร่างกายของเรา มันแตกต่างกันมากมายขนาดไหน รวมถึงโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ ก็ตาม

ทั้งหมดนี้ สิ่งของที่เราจะรับประทานเข้าไป ก็ควรเหมาะกับร่างกายของเราด้วย จึงเป็นที่มาของคำถามที่คนรักสุขภาพอาจคาใจกับบางเรื่อง เราไปดูกันสัก 5 คำถาม ว่ามีอะไรบ้าง

1.ระหว่างข้าวกับขนมปัง อย่างไหนกินแล้วอ้วนมากกว่ากัน?

ข้าว 100 g. ให้พลังงาน 130 Kcal. ส่วนขนมปัง 100 g. ให้พลังงาน 264.6 Kcal. (อ้างอิง : https://th.wikipedia.org/wiki/)

ดังนั้นตามสัดส่วนแล้ว ขนมปังให้พลังงานมากกว่าข้าว แต่ทั้ง 2 ชนิดต่างก็มีคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน ให้พลังงานต่อร่างกายเหมือน ๆ กัน แต่จะมีความแตกต่างกันในสัดส่วนของปริมาณสารอาหาร

ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และไฟเบอร์ และเป็นที่รู้กันดีว่า ในส่วนประกอบของขนมปังจะมี แป้ง น้ำตาล ผงฟู เนย สารอาหารอื่น ๆ อาทิ  วิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ ร่วมด้วย

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นปริมาณของแคลอรี่ และส่วนประกอบแล้ว ย่อมมองเห็นได้ว่าขนมปังจะทำให้อ้วนได้มากกว่าข้าว

2.ผลไม้ควรกินตอนท้องว่างหรือหิว หรือว่ากินหลังอาหารจะดีกว่ากัน?

จากข้อมูลหลาย ๆ ทาง มีหลากหลายแนวคิดสําหรับการกินผลไม้ แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถสนับสนุนแนวคิด เกี่ยวกับเวลาที่ควรกินผลไม้ที่จำเพาะเจาะลงไปได้

แต่หากจะวิเคราะห์ตามระบบการย่อยอาหารของร่างกายแล้ว การกินผลไม้ที่ทำให้ร่างกายของเราและตัวเราเอง จะรู้สึกได้ถึงรสชาติแสนอร่อย คือจังหวะหิวและหลังอาหาร

เนื่องจากผลไม้มีน้ำตาลและวิตามินสูง ดังนั้นเมื่อเราหิวจึงแสดงว่าร่างกายของเราต้องการน้ำตาล เมื่อเราได้น้ำตาลจากผลไม้ ก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นและหายหิว ทำให้ความต้องการอาหารอื่น ๆ ลดลงด้วย

ส่วนการบริโภคผลไม้หลังอาหาร ก็มีข้อดีคือ ผลไม้ประกอบด้วยวิตามินหลากหลายชนิด วิตามินบางประเภทต้องการไขมันในการช่วยดูดซึม ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค

เพราะฉะนั้นถ้าเรากินผลไม้หลังอาหาร ก็จะเป็นการช่วยให้ร่างกาย ได้รับวิตามินเหล่านี้ได้ดีกว่าการกินผลไม้อย่างเดียวตอนท้องว่าง

แนะนำ : เกร็ดความรู้สั้น ๆ พร้อมข้อคิด วิธีการสร้างความสุขที่แท้จริง Ep.10
แนะนำ : 6 เกร็ดความรู้ใกล้ตัวน่ารู้ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ทำให้เราดูแก่ก่อนวัย Ep.11
แนะนำ : เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพดวงตา Ep.12

3.เวย์โปรตีน กินแทนนมถั่วเหลืองได้หรือไม่?

เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เวย์โปรตีนไม่ใช่สารอาหารหลักที่ร่างกายต้องการ แต่หากเรารู้สึกว่า เราทานอาหารหลักไม่ครบ และต้องการกินอาหารเสริม หรือต้องการโปรตีนเป็นจำนวนมาก ก็สามารถทานเวย์โปรตีนเสริมได้เช่นกัน แต่เราต้องคำนึงว่าส่วนนี้ จะไปสร้างภาระให้กับให้ระบบย่อยอาหารของเรามากขึ้น

ส่วนโปรตีนจากนมถั่วเหลือง เป็นสารอาหารที่หลาย ๆ ทาง ได้ยอมรับว่ามีประโยชน์สูงมาก ดูได้จากการทานมังสวิรัติ ที่แพร่หลายออกไปในวงกว้าง ซึ่งทุกระดับอายุ ก็เพิ่มความสนใจในอาหารชนิดกันมากขึ้น 

ที่สำคัญ เป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกและหาง่าย ยิ่งในยุคสมัยที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ก็มีนมถั่วเหลืองออกสู่ตลาดในรูปแบบต่าง ๆ มากตามไปด้วย

หากเราต้องการสุขภาพดีในระยะยาวราคาไม่แพง ก็คงต้องเลือกนมถั่วเหลืองแล้วหละ

4.กระดูกอ่อนในเนื้อสัตว์ มีคอลลาเจนเสริมสร้างผิวพรรณให้สวยใสขึ้น จริงหรือไม่?

อาหารเนื้อสัตว์จำพวก เนื้อไก่ กระดูกอ่อนไก่ เนื้อปลา ซี่โครงหมูหรือวัว จะมีคอลลาเจนอยู่ในนั้นด้วย มันคือโปรตีนที่เป็นเนื้อสีขาว

เราจะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า เวลาเราทำอาหารเช่น ซุปเปอร์ตีนไก่ พอต้มน้ำไปได้สักพัก ก็จะมีน้ำมันหรือวุ้น ๆ ลอยขึ้นมา ส่วนนั้นเลยคือคอลลาเจน

แต่เราต้องทำความเข้าใจสักนิดหนึ่งว่า คอลลาเจนจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ก็ต้องมีวิตามินซีเป็นตัวนำ จึงจะมีประสิทธิภาพ หากในอาหารมีรสชาติเปรี้ยว จะทำให้เป็นตัวนำคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายได้ดี

สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงคือ ในขาไก่ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล ดังนั้นการรับประทานเข้าไปมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิต ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่ ๆ

คอลลาเจนที่เราจะหาได้ง่าย ๆ ไม่ได้มีเฉพาะอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ในพืชก็มีด้วยเช่นกัน เช่น สาหร่าย พืชตระกูลเห็ด หัวบุก ถั่วเหลือง แตงกวา มะกอก apple เพียงแต่ปริมาณของคอลลาเจนที่พบในพืชจะน้อยกว่าสัตว์เท่านั้นเอง

การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดระหว่างวัน และไม่รับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลมากจนเกินไป จะช่วยให้คอลลาเจนที่ร่างกายผลิตขึ้นมา คงอยู่ได้นานและส่งผลให้ผิวพรรณของเราสวยใสขึ้นได้

5.โกโก้เย็นดื่มทุกวัน วันละ 1 แก้ว มีโอกาสเป็นเบาเหวานหรือไม่?

การรับประทานโกโก้วันละ 1 แก้ว เท่ากับกินน้ำตาลเกินในปริมาณที่เหมาะสมไปถึง 2 เท่าตัว และในโกโก้ ก็ยังมีไขมันอยู่ในนั้นอีก และใน 1 วัน เรายังต้องรับประทานอาหารอื่น ๆ ที่มีน้ำตาลร่วมด้วย ก็เท่ากับว่าร่างกาย ได้รับปริมาณน้ำตาลในระดับที่สูงมากจนเกินควร

ยิ่งไปกว่านั้น น้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเปลี่ยนไปเป็นไขมัน และหากสะสมในปริมาณมากก็จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้ในที่สุด

หากคุณเป็นคนที่ติดรับประทานโกโก้ทุกวัน จำเป็นอย่างยิ่งต้องออกกำลังกาย เพื่อให้ระดับค่าน้ำตาลลดลง มิเช่นนั้นหากสะสมมาก ๆ แล้ว ไขมันจะแทรกซึมไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่ายกาย ไม่เพียงโรคเบาหวานเท่านั้น โรคไขมันในเส้นเลือด และโรคหัวใจ อาจถามหาเข้าอีกจนได้ ลดได้ควรลดก่อนที่สุขภาพร่างกายจะแย่จนสายเกินไป

แนะนำ : เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ เกี่ยวกับการกินผักดิบ Ep.13
แนะนำ : 9 เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ เกี่ยวกับผักผลไม้ที่มีสารสกัดทำให้ผิวขาว Ep.14
แนะนำ : เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ เกี่ยวกับโรคลมชัก Ep.15

เรื่องที่เกี่ยวข้อง