สินเชื่อ-การเงิน-การลงทุน » กับคำว่า “หนี้ที่ไม่ได้ก่อ” 4 หัวข้อที่อาจเกิดกับคุณได้ทุกเวลา

กับคำว่า “หนี้ที่ไม่ได้ก่อ” 4 หัวข้อที่อาจเกิดกับคุณได้ทุกเวลา

18 กันยายน 2017
121   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

ว่าด้วยเรื่องของการเป็นหนี้ มีหนี้มากมายที่เกิดขึ้นมาในขณะนี้ และหนี้เหล่านี้ก็เป็นหนี้ที่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของตัวเราเองทั้งสิ้น บางคนเป็นหนี้บัตรเครดิตจากการรูดใช้เกินวงเงินแล้วไม่สามารถหามาจ่ายได้ บางคนก็เป็นหนี้รถ หนี้บ้าน หนี้คอนโด จากการซื้อแล้วยังผ่อนชำระไม่หมด แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีสินค้าต่าง ๆ เป็นหลักประกันในการก่อหนี้ของเราในครั้งนี้ แต่ก็ยังมีหนี้อีกชนิดหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นมากในปัจจุบัน ที่อาจจะเกิดจากความไม่รู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดจากการถูกคนสนิทหลอกลวง

หนี้ชนิดนี้มีชื่อเรียกกันแบบทางการว่า หนี้ที่ไม่ได้ก่อ โดยหนี้ที่ไม่ได้ก่อ คือเราไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย หรืออาจจะมีส่วนรู้เห็น แต่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยโดยตรง หนี้ประเภทนี้ เป็นหนี้ที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด คือไม่รู้เห็นมาก่อนและไม่ทราบว่าได้มีการนำชื่อของตนไปเกี่ยวข้องกับการสร้างหนี้ไว้ ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ก็มักจะได้รับการยกเว้นในการรับผิด เรามาดูกันว่า “หนี้” ต่าง ๆ เหล่านี้มีอะไรบ้าง และเกิดจากอะไรได้บ้าง

 

 

1.การถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้

เห็นกันอย่างมากในประเทศไทยขณะนี้ หลังจากที่มีจำนวนผู้ร้องเรียน และเข้าแจ้งความเรื่อย ๆ ว่าทำบัตรประชาชนตกหาย ได้แจ้งความไว้แล้ว แต่อีก 2-3 ปีถัดมากลับมีใบแจ้งหนี้มาถึงบ้าน ว่ามีผู้ใช้ชื่อนามสกุลนี้ เลขบัตรประชาชนนี้ในการซื้อสินค้า ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนต่าง ๆ บางรายอาจถึงขั้นโดนแฮกข้อมูลทางธุรกรรมการเงิน หนี้แบบนี้จึงเรียกว่าหนี้ที่ไม่ได้ก่อโดยแท้จริง เพราะเจ้าตัวไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ให้นึกทบทวนก่อนเลยว่าได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจริงหรือไม่ และเคยให้ข้อมูลส่วนตัวที่ไหนกับใครบ้าง หรือเคยทำบัตรประชาชนหล่นหายที่ไหนไว้หรือไม่ จากนั้นให้รีบนำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไวที่สุดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และรอให้เรื่องเข้าสู่ศาล (บางเคสเรื่องอาจจะจบได้ในชั้นโรงพัก) จากนั้นจึงค่อยนำหลักฐานทั้งหมดไปแสดงที่ศาลอีกทีว่าเราไม่ได้เป็นผู้มีส่วนรู้เห็นในการก่อหนี้ในครั้งนี้ขึ้นจริง ส่วนมากหากมีหลักฐานยืนยันครบถ้วน ก็จะไม่ต้องรับผิดในกรณีนี้ และเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องหาผู้กระทำผิดตัวจริงมาลงโทษต่อไป

 

2.การค้ำประกัน

เพราะการค้ำประกัน เป็นความสมัครใจที่เกิดขึ้นโดยตัวเอง ไม่ได้มีใครบังคับ และกฎหมายก็ไม่ได้บังคับไว้แต่อย่างใด หากผู้ที่เราค้ำประกันไว้เกิดหนีหนี้ หรือไม่สามารถผ่อนชำระหนี้บางสิ่งบางอย่างได้ต่อไป ก็จะต้องเป็นเรื่องของคุณโดยตรงที่จะต้องรับสภาพในฐานะลูกหนี้ร่วม ถึงแม้ว่าจะมี “สิทธิเกี่ยงการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันตามที่กฎหมายบัญญัติสิทธิ” เข้ามาช่วยเหลือผู้ค้ำประกันให้ไม่ต้องตกเป็นลูกหนี้ร่วม แต่ส่วนมากสิทธิ์นี้ก็ยังไม่สามารถใช้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบางครั้งผู้ค้ำประกันก็ไม่สามารถตามตัวลูกหนี้ตัวจริงได้ หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ต่อไป และสุดท้ายผู้ค้ำประกันก็ต้องก้มหน้ารับสภาพด้วยการไกล่เกลี่ยหรือยอมความโดยการทำสัญญาประนอมหนี้ต่อไปอีกที ถ้าหากเป็นเงินจำนวนไม่เยอะมาก ก็อาจจะไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นกรณีของการซื้อรถ ซื้อบ้าน ก็เท่ากับต้องแบกรับหนี้ก้อนหนี้ไปตลอดชีวิต โดยไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินเลย

advertise

 

3.การถูกคนสนิทยืมชื่อไปใช้ในการซื้อรถ หรือบ้าน

และนี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ได้ต่างกับเรื่องการค้ำประกันแต่อย่างใด คือเรื่องของการนำชื่อไปใช้การซื้อรถหรือซื้อบ้าน ส่วนมากคนที่จะทำได้ก็ต้องเป็นคนสนิท คนใกล้ตัว หรือญาติพี่น้องเท่านั้น และวิธีนี้ก็ไม่ค่อยมีทางออกให้กับผู้ที่ถูกยืมชื่อไปใช้สักเท่าไร เพราะถือว่าเต็มใจให้นำชื่อไปใช้เอง เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ คือการเฝ้าติดตามให้ผู้ซื้อมีการชำระหนี้ตรงตามที่กำหนด แต่หากเหตุการณ์ไม่ปกติในการชำระเงิน พูดก็แล้ว ต่อว่ากันก็แล้ว ยังส่งค่างวดตามกำหนดไม่ได้ เราเองก็คงต้องก้มหน้ารับกรรม ไปขอไกล่เกลี่ยเจรจากับเจ้าหนี้ที่ศาลต่อไป

 

4.ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ต้องเรียกว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริง ๆ เช่น หากทำงานเกี่ยวกับการเงินแล้วเงินหาย ก็จะต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะต้องชดใช้เงินในจำนวนที่หายไป ซึ่งบางคนอาจจะต้องชดใช้ด้วยเงินเดือนเกือบทั้งเดือนเลยก็เป็นได้ หรือแม้กระทั่งการไว้วางใจให้เพื่อนยืมบัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสดไปใช้ แล้วต่อมาเพื่อนไม่สามารถชำระหนี้ก้อนนั้นให้ได้ ก็กลายเป็นเราที่ต้องรับสภาพหนี้แทน โดยไม่สามารถนำกฎหมายใด ๆ มาใช้ได้กับเรื่องนี้  และยังมีตัวอย่างอีกมากมาย เช่น การถูกแอบอ้าง การถูกฉ้อโกง จนเป็นเหตุให้เกิดหนี้ที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรระมัดระวังมาก ๆ ในการทำธุรกรรมต่าง  ๆไม่ว่ากับใครก็ตาม

เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่กำลังมีปัญหากับหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าตั้งแต่เราเข้าไปค้ำประกัน ให้ผู้อื่นยืมชื่อซื้อทรัพย์สิน หรือให้ผู้อื่นยืมบัตรต่าง ๆ ไปใช้ นั่นคือเหมือนเราร่วมเป็นหนี้ไปด้วยแล้วเพียงแต่ไม่ได้เป็นผู้ชำระค่างวดเท่านั้น แต่เครดิตของคุณจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการก่อหนี้ของผู้อื่นที่คุณมีส่วนร่วมด้วย ในอนาคตหากเกิดปัญหาก็ควรแจ้งกับเจ้าหนี้ไปโดยตรงเพื่อพิสูจน์หาความจริงในเบื้องต้นเพื่อเจรจาแก้ปัญหาในระยะเวลาที่ไม่รัดตัวเกินไป แล้วปัญหาที่คุณกำลังเจอจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

 

อ่านบทความการเงินอื่น ๆ ได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter