สุขภาพ » 9 วิธีแก้การกินอย่างไร้ประโยชน์ มากินให้ร่างกายแข็งแรงและได้รับประโยชน์สูงสุดกันดีกว่า

9 วิธีแก้การกินอย่างไร้ประโยชน์ มากินให้ร่างกายแข็งแรงและได้รับประโยชน์สูงสุดกันดีกว่า

25 พฤศจิกายน 2017
79   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

ไม่ใช่ขึ้นชื่อว่า “ผักผลไม้” แล้วจะมีประโยชน์ต่อร่างกายของทุกคนเสมอไป เพราะอาหาร 1 ชนิด มีคุณค่ามาหาศาลต่อผู้ที่ร่างกายปกติและกินอย่างถูกวิธี แต่กลับเป็นโทษมหาศาลด้วยเช่นกันกับผู้ที่เป็นโรคประจำตัวบางชนิด นั่นหมายความว่า ผู้ป่วยลักษณะหนึ่งย่อมต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่รับประทานสิ่งใด ๆ เพื่อที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารอย่างถูกต้องครบถ้วนและซ่อมแซมส่วนที่ขาดไปได้อย่างถูกต้องและลงตัว

 

 

1.มันเทศกินแล้วไม่อ้วนแต่มันฝรั่งกินแล้วอ้วนจริงหรือ

มันเทศและมันฝรั่ง ล้วนเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานไม่แตกต่างกันมากนัก แต่มันเทศนั้นมีปริมาณไฟเบอร์มากกว่าและมีสารอาหารชนิด วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็กมากกว่ามันฝรั่ง โดยเฉพาะคนชอบกินมันฝรั่ง มักจะกินมันฝรั่งทอดทำให้ได้รับน้ำมันเพิ่มเข้าไปด้วย หากลองเปลี่ยนมากินมันฝรั่งโดยนำมาบดร่วมกับเปลือกมันฝรั่งและไม่ใส่เนยอัด แต่ใส่นมเล็กน้อยกับเกลือ ก็จะสามารถแทนกินแทนข้าวและมีประโยชน์ทำให้เห็นได้นานด้วย

 

2.น้ำมะพร้าวกินแล้วมีประโยชน์แต่ไม่ควรกินเนื้อเพราะมีไขมันทำให้คอเลสเตอรอลเพิ่ม

น้ำมะพร้าวอ่อนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีแคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี วิตามินบี 2 วิตามินบี 5 และวิตามินบี 6 กรดโฟลิก กรดอะมิโน ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้พลังงานได้ทันที

ในส่วนของเนื้อมะพร้าว การให้พลังงานจะแตกต่างกันระหว่างเนื้อมะพร้าวอ่อนกับเนื้อมะพร้าวแก่ คือ 77 และ 312 แคลอรี่ต่อ 100 กรัม เนื่องจากมะพร้าวแก่จะกลายเป็นไขมันมากกว่าคาร์โบไฮเดรตทำให้มีพลังงานสูง

ส่วนที่ว่าเนื้อมะพร้าวจะเพิ่มคอเลสเตอรอลนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่ามะพร้าวเป็นพืช ดังนั้นจึงไม่มีคอเลสเตอรอลด้วยตัวมันเอง แต่ไขมันในมะพร้าวมีส่วนที่เป็นไขมันอิ่มตัวซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากเกินความจำเป็นร่วมกับร่างกายมีคอเลสเตอรอลสูงก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดความดันโลหิตสูง เบาหวานและโรคมะเร็งในบางอวัยวะ

 

3.น้ำใบย่านางคั้นสด ดื่มแล้วสดชื่นเพราะให้คลอโรฟิลล์ สารสีเขียวจากใบและช่วยกำจัดไขมันจริงหรือไม่

น้ำคั้นจากใบย่านางมีสีเขียวเข้มก็คือสารคลอโรฟิลล์ ซึ่งทำหน้าที่ชำระล้างและกำจัดสารพิษจำพวกอนุมูลอิสระต่างๆที่จะเข้ามาทำร้ายร่างกายให้เกิดความเสื่อมความเจ็บป่วยได้ และยังช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้ร่างกายและเม็ดเลือดแดง ดังนั้นในการดื่มเครื่องดื่มคั้นสดจากใบย่านางจะทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสแต่สำหรับการกำจัดไขมันนั้นยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่าน้ำคั้นสดจากใบย่านางจะช่วยลดไขมันได้มากน้อยอย่างไรบ้าง

 

4.ผักสีเขียวควรกินคู่กับไขมันเพราะช่วยดูดซึมวิตามินฉะนั้นเราจึงควรกินผักสลัดผักดีกว่ากินผักต้ม

ในผักประกอบด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ และร่างกายต้องการวิตามินในกลุ่มที่ละลายในไขมันจะต้องอาศัยไขมันในการดูดซึม ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ดังนั้นถ้าเรากินผักในรูปของผัดผักน้ำมันน้อย ผักสลัดกับน้ำมันสลัด ก็จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินกลุ่มนี้ดีขึ้น เพียงแต่ต้องดูว่าน้ำมันที่ใช้ปรุงประกอบอาหารนั้นเป็นน้ำมันประเภทใดเพราะหากเป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูงจะเป็นอันตรายต่อร่างกายมากกว่าเป็นผลดี

 

5.กินแครอทอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แครอท ได้ชื่อว่าอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินชนิดอื่นหลากหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินอี และใยอาหาร สารอาหารในแครอทจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง บำรุงสายตา ผิวพรรณ และระบบประสาท ช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น

advertise

ถ้าจะรับประทานแครอทให้ได้คุณค่าทางอาหารสูงสุด ควรปรุงให้สุกก่อนจะนำมารับประทาน เพราะแครอทมีผนังเซลล์ที่แข็ง ถ้าหากรับประทานดิบๆ จะได้รับประโยชน์ไม่มากเท่าที่ควร เพราะร่างกายได้รับสารเบต้าแคโรทีนไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ การทำให้สุกก่อนรับประทานทำให้ผนังเซลล์ที่แข็งสลายตัวลง ทำให้ร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีนได้อย่างเต็มที่ และถ้าจะให้ได้คุณค่าอย่างครบถ้วน ควรกินแครอทร่วมกับอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารเบต้าแคโรทีนได้มากกว่าครึ่ง เพราะเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน

 

 

6.บล็อกโคลี่ ควรทานแบบดิบหรือแบบสุขดีกว่ากัน

แปลกแต่จริง คนไทยไม่คุ้นเคยกับการทานบล็อกโคลี่ดิบๆ นักโภชนาการแนะนำว่า ควรเลือก หน่อหรือต้นอ่อนของบร็อกโคลี่ เพราะยังมีน้ำย่อยไมโรซีเนสที่มีปริมาณที่มากกว่าบร็อกโคลี่ต้นที่โตแล้ว ดังนั้นการกินบร็อกโคลี่ควรทานทั้งหน่อและต้นอ่อนของผัก จะให้ประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว และการรับประทานบร็อกโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น จะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป นอกจากนี้เจ้าเอนซายด์ ไมโรซีเนสยังช่วยให้ตับสะอาด และช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือการทานบล็อกโคลี่โดยการลวก หรือผัด ที่ผ่านความร้อนที่ไม่สูงและนานจนเกินไป

 

7.มะเขือเทศ  ควรทานแบบปรุงสุก หรือดิบ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่อาจจะประหลาดใจ ที่ต้องแนะนำให้ทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกมากกว่าการทานแบบดิบๆนั้น เนื่องจากในมะเขือเทศมีไลโคปีนอยู่มาก เป็นสารประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ในกรณีของมะเขือเทศเป็นหนึ่งในข้อยกเว้น มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง จึงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้การทานมะเขือเทศแบบปรุงสุกจึงทำให้สรรพคุณเรื่องการต้านมะเร็งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้นเอง

 

8.พริกหวานกินสดได้หรือไม่เพราะอะไร

หรือพริกที่มีสามสี คือ เขียว เหลือง แดง (พริกบุดดาเบลส) เป็นพริกที่ไม่ค่อยมีรสเผ็ด หลายคนมักนำมาประกอบอาหารประเภทผัด และย่าง แต่ใครจะคิดว่ามันควรกินสดๆ เพราะพริกหวานเป็นผักที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพวกหัวหอมและกระเทียม ดังนั้นจึงควรกินสดมากกว่าการปรุงสุกที่ต้องผ่านความร้อน ซึ่งจะทำให้สูญเสียวิตามินไป การใส่พริกหวานลงไปในสลัดก็อาจจะทำให้เรากินพริกหวานแบบสดๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามันไม่ถูกจริตคนไทยอย่างเราจริงๆ ก็นำไปย่างได้ แต่แค่พลิกไปพลิกมาเท่านั้นพอ

 

9.กะหล่ำปลีกินดิบหรือสดจะได้คุณค่ทางโภชนาการมากกว่ากัน

กะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูง กินแล้วมีประโยชน์แน่ ๆ แต่ต้องปรุงให้สุกก่อนรับประทาน เนื่องจากหากกินกะหล่ำปลีดิบในปริมาณมาก สารออกซาเลต (Oxalate) ในกะหล่ำปลีจะไปจับกับแคลเซียมที่กรวยไต จนกลายเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งหากมีสารตัวนี้ที่กรวยไตมาก ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตได้ อีกทั้งในกะหล่ำปลีดิบยังมีน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งคนที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหารอาจย่อยน้ำตาลชนิดนี้ไม่ได้ และอาจนำไปสู่อาการท้องอืด แน่นท้อง แต่หากนำกะหล่ำปลีไปปรุงสุก น้ำตาลที่ว่าก็จะเปลี่ยนโมเลกุลเป็นสารที่ย่อยได้ง่าย ไร้ปัญหาท้องอืดแน่นอน

นอกจากนี้ในกะหล่ำปลีดิบยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) สารที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายดึงไอโอดีนจากเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ จนอาจก่อให้เกิดโรคคอหอยพอกได้ แต่กอยโตรเจนจะสลายได้อย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน ฉะนั้นจึงควรบริโภคกะหล่ำปลีแบบปรุงสุกจะดีกว่า

 

ที่มาและการอ้างอิง

นิตยสารชีวจิต

https://www.hsri.or.th/people/media/food/detail/5726

http://sukkaphap-d.com/รู้ยัง-ผักที่ควรกินสด/

http://www.tnews.co.th/index.php/contents/379965

 

อ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter