สุขภาพ » กาลามสูตร  10 ประการ กับการรักษาผู้ป่วย โดยต้องนึกถึงประโยชน์ของผู้ป่วยอันดับแรก

กาลามสูตร  10 ประการ กับการรักษาผู้ป่วย โดยต้องนึกถึงประโยชน์ของผู้ป่วยอันดับแรก

3 มีนาคม 2018
93   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

“จิต” มนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนและมหัศจรรย์ เพราะสามารถสร้างความสุขอย่างแท้จริงได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างทุกข์เวทยาให้ชีวิตเราเหมือนตกอยู่ในนรกได้ เช่นกัน

 

 

บางท่านอาจบอกว่า นั่นเกี่ยวกับทุกข์ทางกายด้วย เพราะเมื่อกายป่วยใจก็แย่ตาม แต่อันที่จริงแล้วหาใช่เช่นนั้นไม่  แต่สิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้นคือ สภาพธรรมชาติของจิตเรามากกว่าที่มักจะลงสู่ที่ต่ำ  ปรุงแต่ให้ทุกข์ เหมือนธารน้ำที่ไหลลงสู่ด้านล่างอยู่เรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก

 

ให้คุณคิดว่าคนเรามีทางเลือกอยู่เสมอ แม้นักโทษประหารยังมีทางเลือกเลยว่าจะตายแบบ “สุขใจ” หรือ “ทุกข์ใจ” คุณเองก็เช่นกันสามารถทำ “พาราไดม์ชิฟท์ (paradigm ship) “ ได้  คือแทนที่จะปรุงทุกข์อยู่ตลอดเวลาตามวิสัยแห่งจิต ก็เลือกปรุงจิตให้สุขแทนจะดีกว่า ในการที่จะรู้เท่าทันจิตของเราเองนั้น วิธีหนึ่งคือการให้ “ความรู้” นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของการดูแลและเข้าใจร่างกายของเราเอง แต่นอกจากมีความรู้แล้วต้อง “รู้เท่าทัน” ความรู้นั้นด้วย เพราะมีแต่ความรู้คุณก็สามารถปรุงแต่งให้จิตทุกข์ได้อยู่ดี

 

ในยุคของข้อมูลข่าวสารที่ไหลท่วมทันนี้ เราต้องเลือกรับข่าวสารอย่างชาญฉลาดเพราะมีการประมาณว่า ความรู้ใหม่ๆ เฉพาะทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์นั้น  จะเพิ่มเป็นสองเท่าทุก 3 ปีครึ่ง และไม่ได้เพิ่มแบบค่าคงที่ หากแต่เพิ่มแบบทวีคูณ (Exponential  increment) เลย  ดังนั้น หากเราไม่ติดตามเลย เราก็จะอยู่หลังเขา แต่หากเราตามทั้งหมดก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ต้องเลือกสิ่งสำคัญมาก่อน  ท่านควรหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น จาก

1) อินเตอร์เน็ต ที่มีแหล่งข้อมูลอ้างอิง หรืองานวิจัยที่ใช้วิธีการวิจัยที่ได้มาตรฐาน

2) วารสารการแพทย์ที่เชื่อถือได้

3) แพทย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ รวมถึง ผู้ที่ศึกษาด้านธรรมชาติบำบัดทั้งหลาย

อัจฉริยะบุคคลทั้งหลายในโลกนี้ไม่เคยหยุดการเรียนรู้ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีอายุเท่าใดก็ตาม

 

อดีตประธานาธิบดีอับราม ลินคอล์น ศึกษาตำรากฎหมายเมื่อมีอายุมากแล้วและต่อเนื่องมาจนท่านสิ้นชีวิต หรือ นพ.อัลเบิร์ต  ชโวเซอร์ ผู้เป็นศาสตราจารย์ด้านเทววิทยามาก่อน และท่านเริ่มเรียนแพทย์เมื่ออายุ 30 ปี เพื่อที่จะไปช่วยผู้ด้อยโอกาสในทวีปแอฟริกาจนได้รับรางวัลโนเบล  เขาเหล่านี้มีเวลาวันหนึ่ง 25 ชั่วโมงหรือไม่  เขาเป็นมหาเศรษฐีรวยล้นฟ้าจนมีว่างมากหรือไม่  หรือเขามีคนคอยช่วยจับมือทำให้หรือไม่  คำตอบคือ “ก็เปล่าทั้งสิ้น” เขามีเวลาวันหนึ่งเท่ากับเรา  มีภาระหน้าที่ต้องเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว และหน้าที่ต้องรับผิดชอบเท่ากับเราหรืออาจมากกว่าเราเสียด้วยซ้ำ  แต่เหตุใดเขาจึงใช้ทรัพยากรที่ได้รับมาเหมือนกันยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้โลกได้   นั่นเพราะเขามี “ความเพียร” ความเพียรนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำบุคคลไปสู่ความสำเร็จได้ เปรียบเช่นพระมหาชนกเพียรว่ายกระแสที่ไม่เห็นฝั่งโดยไม่ย่อท้อถึงเจ็ดวัน แล้วนางเมขลาเห็นความเพียรจึงมาช่วย   แสดงให้เห็นเป็นนักว่าบุคคลหากมีความเพียรมีแต่ผู้เป็นใหญ่หรือเทวดาก็เมตตาคุ้มครอง

 

เนื่องจากกระแสสังคมวัตถุนิยมนี้ครอบคลุมไปทั่วโลก  โดยเฉพาะประเทศไทย ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัว  คุณถูกยัดเยียดให้รับโฆษณาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในลิฟท์ ที่ทำงาน เสาไฟฟ้า ระหว่างรอสายโทรศัพท์หรือแม้ในขณะเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว ดังนั้นจึงขอย้ำข้อหนึ่งใน “กาลามสูตร” ว่า อย่าไปเชื่อเพราะบุคคลนั้นเป็นอาจารย์ สอนต่อๆกันมาหรือเพราะบุคคลนั้นเป็นคนดังออกโทรทัศน์บ่อยครั้ง เหล่านี้คือสิ่งมายาทั้งนั้น ถ้าคุณมีเงินคุณก็สามารถโฆษณาตัวเองได้ คนพวกนี้เขาถึงทุ่มทุนสร้าง ยิงสปอตโฆษณาเป็นระยะจนฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกของผู้รับสื่อ  เมื่อไปลองแล้วไม่ได้เป็นดังหวังก็มานั่งเสียใจ นี่คือผลเสียของการเชื่อเพราะโฆษณาและเห็นเขาเล่าลือกันมา

 

ดังนั้นจึงขอให้ความสำคัญของหลักการพิจารณาว่า สิ่งใดควรเชื่อ สิ่งใดไม่ควรเชื่อตามหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่จริงแท้อยู่เสมอไม่มีล้าสมัย สามารถใช้ได้อย่างดีด้วยในปัจจุบัน จึงขออนุญาตยกมากล่าว โดยกาลามสูตรนั้น เป็นหลักแห่งความเชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อมี 10 ประการ คือ

1.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆกันมา

2.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆกันมา

3.อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ

4.อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา

5.อย่าเพิ่งเชื่อโดยการนึกเอา

6.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอาเอง

7.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

8.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีตน

9.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้

10.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

advertise

 

แพทย์ที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ หรือมีคำนำหน้าว่าเป็น รองศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์ และแพทย์ที่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ที่คุ้นหน้าตามโทรทัศน์หรือรายการสุขภาพต่างๆหรือเป็นคนดัง  หากแต่แพทย์ที่ดีนั้นคือแพทย์แบบเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดาเคยดำรัสว่า “ต้องนึกถึงประโยชน์ของผู้ป่วยอันดับแรกและให้มีจิตใจสูงสมเป็นมนุษย์ ” พูดง่ายๆ คือ แพทย์ที่ดีนั้นจะต้องให้คำปรึกษาแนะนำกับคุณได้อย่างละเอียด  เต็มใจที่จะตอบปัญหาทุกข์ใจของผู้ป่วยทุกอย่าง และพร้อมที่จะดูแลคุณเวลาที่เจ็บป่วยขึ้นมา และแพทย์ที่ดีนั้นต้องหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆด้านวิชาการอยู่เสมอ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย ต้องนำทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ในการรักษา

 

โดยส่วนผู้เขียนชอบระบบแพทย์กับผู้ป่วยของไทยโบราณมากกว่า  ท่านที่เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สองคงทราบดีว่า สมัยนั้นความสัมพันธ์ของแพทย์กับผู้ป่วยดีมาก  แพทย์หิ้วร่วมยามาดูแลผู้ป่วยเหมือนญาติมิตร เหมาะกับคำว่าหมอประจำบ้านหรือหมอกลางบ้าน เมื่อมีเทศกาลงานบุญใดๆก็จะเชิญหมอไปร่วมบุญด้วย เป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยมิตรจิตมิตรใจจริงๆ  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้แพทย์ต้องหิ้วร่วมยาเดินง้อกๆ ไปตรวจตามเรือนชาน สิ่งที่ผู้เขียนต้องการคือตรวจที่ใดก็ได้ แต่ให้มองผู้ป่วยเหมือนญาติให้ความสัมพันธ์อันดีงามแบบไทยๆนี้ไว้   นึกถึงผู้ป่วยดุจญาติมิตรตนเอง และคงไม่มีชาติใดเหมือนแน่ๆ

 

การที่จะไปรักษาด้านความชราแนวใดก็ตาม ที่สำคัญต้องมีสติและอย่าลืมหลักการกาลามสูตรไว้ด้วย เพราะสัจธรรมก็คือแนวการรักษาแต่ละแนวจะได้เหมาะสมกับคนทุกคน  คุณต้องพยายามเลือกวิธีที่เหมาะสมปรับเข้าได้กับตัวของคุณที่สุด  เพราะคนที่รู้ว่าสิ่งใดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวคุณนั้นคือตัวคุณเอง

 

4 Tip การเลือกซื้ออาหารอินทรีย์ให้ดีต่อสุขภาพ

1.ผักที่กินรากและหัว ควรเลือกซื้อที่ยังไม่งอก เวลาเลือกผักชนิดรากหรือหัวควรเลือกที่ไม่มีสีเขียว ไม่มีการผลิตนอกฤดู เวลากดเบาๆจะแข็งแน่นและไม่นิ่ม เพราะรากหรือหัวที่มีการผลิออกมา ล้วนอาจมีสารโซลานินซึ่งมีพิษร้ายแรง กินเข้าไปจะทำให้ไม่สบายหรือปวดเมื่อย

 

2.ผักสดควรสังเกตความสดใหม่ของใบการเลือกซื้อผักที่มีใบ ควรเลือกในส่วนของความสดใหม่เป็นสำคัญ ก้านใบแข็งแรงมีพลัง และสีสันสดใส ควรหลีกเลี่ยงผักใบเหลืองเหี่ยวเฉาหรือการไม่เต่งตึง

 

3.อาหารอินทรีย์ควรมีป้ายหรือสัญลักษณ์อาหารอินทรีย์หรือ Organic Food ที่รับรองโดยรัฐบาล หมายความว่าเป็นการเพาะปลูกแบบ Organic ไม่มีการใช้ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีใดๆ บางครั้งตามใบและรากอาจมีรูเล็กๆจากตัวหนอนชอนไช ซึ่งก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงจริงๆ

 

4.สังเกตวันตลาดนัดเกษตรกรซึ่งผักในตลาดเหล่านี้จะไม่มีสัญลักษณ์ Organic แต่ต้องอาศัยความเชื่อถือกันระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขาย เพราะเกษตรกรรายย่อยไม่มีทุนค่าใช้จ่ายในการขอตรา Organic จากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งต้องผ่านระเบียบขั้นตอนต่างๆมากมาย ดังนั้นในการเลือกซื้ออาจดูว่าใบผักถูกหนอนเจาะใบบ้าง เพราะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพิจารณาว่ามีการใช้ยาปราบศัตรูพืชหรือไม่

 

Tip : อาหารอินทรีย์จะมีราคาแพง ซึ่งเป็นผลจากกลไกการตลาดที่ผู้บริโภคมีมากกับผู้ผลิตมีน้อย ราคาจึงสูงเป็นธรรมดา ประกอบกับต้นทุนการเพาะปลูกค่อนข้างสูง และอาหารอินทรีย์มักมีขนาดค่อนข้างเล็กและเบา ทำให้เก็บรักษาและวางจำหน่ายได้ในเวลาค่อนข้างสั้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งและการผลิตสูง หากมองผิวเผินแล้ว เหมือนอาหารอินทรีย์จะค่อนข้างแพง แต่จากการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า อาหารอินทรีย์ให้สารอาหารมากกว่าจึงเท่ากับราคาถูกกว่า

 

ที่มาและการอ้างอิง

100 คำถามเจาะลึกเพื่อสุขภาพ โดย Dr.Tom Wu

ถอดรหัสความชรา ตอน 120 วิธี อายุยืน 120 ปี เล่ม1 เรียบเรียงโดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

อ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter