สุขภาพและความงาม » 5 ข้อต้องรู้ ก่อนทำศัลยกรรมแบบสวยสั่งได้และปลอดภัย

5 ข้อต้องรู้ ก่อนทำศัลยกรรมแบบสวยสั่งได้และปลอดภัย

25 เมษายน 2018
274   0

 

การทำศัลยกรรมความงามในสังคมไทยทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนเราเลือกเกิดมาสวยหรือหล่อไม่ได้ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต่างเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการทำศัลยกรรมทั้งสิ้น ที่ทำออกมาแล้วน่าพอใจก็มีเยอะ แต่ที่ทำแล้วพลาดก็มีไม่น้อย แต่เมื่อตัดสินใจจะทำศัลยกรรมเพิ่มความงามทั้งที ก็ต้องลงทุนได้ศึกษาผลลัพธ์ให้ดี

 

ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม มาดูสัก 5 ข้อเพื่อความสบายใจ

 

1.มีคำถามเกี่ยวกับปัญหาเรื่องใต้ตาลึก ถ้าจะฉีดฟิลเลอร์ให้เต็ม สามารถทำได้หรือไม่ และถุงใต้ตาจะดูดีขึ้นหรือไม่ ทำแล้วต้องพักฟื้นหรือมีผลข้างเคียงหรือไม่ และต้องใช้ฟิลเลอร์แบบใด

 

ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต่างก็มีปัญหานี้ด้วยกันทั้งนั้น และพบได้ตั้งแต่อายุน้อยจนกระทั่งอายุมาก การเกิดของถุงใต้ตามีด้วยกันหลายชนิด ส่วนมากมักเกิดจากการที่ผิวหนังแก้มช่วงบนตกลง หรือเกิดการตกหย่อนคล้อยลง พอผิวแก้มช่วงบนตกลง ผิวใต้ตาจึงขาดการพยุง

การแก้ไขที่ได้ผลดีและเห็นผลทันที ซึ่งจะส่งผลให้เนื้อใต้ตาถูกพยุงเข้าไปด้วยก็คือ ทำให้ถุงใต้ตากลับเข้าไปในเนื้อ บริเวณใต้ตาจะกระชับและเต่งตึงขึ้นทันที และช่วยป้องกันการเกิดปัญหามากขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับการใช้ฟิลเลอร์หนึด แต่จะมากหรือน้อยแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเพื่อรักษาถุงใต้ตา ควรทำกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญและรู้โครงสร้างของผิวใต้ตาเป็นอย่างดี เพราะหากทำกับแพทย์ที่ไม่ชำนาญอาจมีปัญหาเป็นก้อนใต้ตาและดูไม่เป็นธรรมชาติได้

 

2. วิธีแก้ปัญหาเรื่องริ้วรอยหย่อนคล้อยจุดด่างดำ

ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการเสื่อมสลายของเซลล์ผิว แต่ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เซลล์ผิวของคุณกลับเป็นวัยสาวได้อีกครั้ง ด้วยการทำเลเซอร์ ที่ช่วยสร้างคอลลาเจนและยกกระชับให้กับผิว หรือจะเป็นการฉีดโบท็อก ลิฟต์ ที่ช่วยยกกระชับ ทำหน้าให้เป็นวีเชฟ รวมถึงการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ที่ช่วยเติมร่องลึกปรับรูปหน้าตามโหงวเฮ้งก็ได้เช่นกัน แต่ย้ำว่าทุกวิธี จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะปัญหาผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 

3. เมื่ออายุมากขึ้นใบหน้าลำคอก็เริ่มมีริ้วรอย ซื้อครีมบำรุงมาทาก็ไม่หายควรใช้วิธีไหนจึงจะได้ผลและปลอดภัย

การใช้ครีมบำรุงมาทา ชื่อก็บอกแล้วว่าบำรุง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเท่านั้น และเนื้อครีมก็ซึมซับเข้าสู่ผิวได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้องผ่านชั้นผิวต่างๆของร่างกาย ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เซลล์ผิวของคุณกลับเป็นวัยสาวได้อีกครั้งโดยไม่ยาก และมีหลากหลายวิธีด้วย อาทิ การทำเลเซอร์ยกกระชับผิวลดปัญหาการหย่อนคล้อย หรือจะเป็นการทำทรีทเม้น สุดท้ายคือการทำ Botox ยกกระชับผิวกล้ามเนื้อบริเวณที่หย่อนคล้อย จริงทั้งหมดก็อยู่กับปัญหาของแต่และคนด้วยว่ามากน้อยเพียงใด

 

4. Botox คืออะไร มีข้อดีข้อเสียหรือผลข้างเคียงอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กันมาก

หากพูดถึงโบท็อก คนส่วนมากมักจะคิดถึงการฉีดโบท็อกช่วยลดริ้วรอยย่นที่หน้าผาก แต่จริงๆแล้ว โบท็อกยังมีที่ใช้ในเรื่องอื่นอีกมาก เช่น ปรับทรงคิ้วให้เข้ารูป ปรับให้หน้าเรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด การลดเหงื่อที่วงแขน เป็นต้น แต่ล่าสุดโบท็อกมีการนำมาใช้เพิ่มอีกอย่างคือ เพื่อยกหน้าให้ดูตึงกระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด

หลักการของการนำโบท็อกมาใช้ยกหน้า คือ กล้ามเนื้อบนใบหน้าเรามี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กล้ามเนื้อที่ดึงส่วนต่างๆของใบหน้าขึ้น และอีกกลุ่มคือ กล้ามเนื้อที่ดึงส่วนต่างๆของใบหน้าลง Botox คือยาที่ทำให้กล้ามเนื้อทำงานน้อยลง ดังนั้นถ้าเราฉีดยาไปที่กล้ามเนื้อที่ดึงหน้าลง กล้ามเนื้อนั้นก็จะทำงานน้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ดึงหน้าขึ้นต้องทำงานมากขึ้น ซึ่งการดึงยกหน้าขึ้นจะทำให้เกิดปรากฏการณ์หน้าตึง และยกขึ้นได้โดยไม่เจ็บตัว หลังฉีดแล้วประมาณ 3-4 วันก็จะเริ่มเห็นผลและเห็นผลได้ดีชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์

  • ข้อดี ของการยกหน้าแบบฉีดโบท็อก เมื่อเทียบกับวิธีอื่นคือ เจ็บตัวน้อย รวดเร็ว เห็นผลชัด ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น
  • ข้อเสีย น่าจะมีเพียงอย่างเดียว คือ ผลการรักษาอยู่ได้ไม่นานคือเพียง 3-5 เดือน แต่เมื่อเทียบกับวิธีอื่นบ้างวิธี ก็อยู่ได้นานน้อยกว่า เห็นผลได้ไม่ชัดเจนเท่ากับ Botox ด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ใครจะใช้วิธีใดในการยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด นอกจากต้องตัดสินใจโดยบวกลบคูณหารจากข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีแล้ว ยังต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษาอีกด้วย

 

5. อยากเสริมจมูกแต่ไม่ต้องการทำศัลยกรรมหรือผ่าตัดจะมีวิธีใดที่ปลอดภัยประหยัดไม่มีผลข้างเคียงและจะอยู่ถาวรได้หรือไม่

จมูกแบนจมูกหักนั้นเป็นเรื่องที่ธรรมชาติให้มาแต่กำเนิด แต่หากใครอยากจมูกโด่งสวยงามก็ต้องพึ่งการทำศัลยกรรมผ่าตัด แต่พอพูดถึงเรื่องการผ่าตัด บางคนก็กลัว กลัวว่าจมูกจะน่ากลัว กลัวผลข้างเคียง กลัวหน้าบวม และกลัวว่าผ่าตัดออกมาแล้วอาจดูไม่สวยไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีการทำให้จมูกสวยโด่งได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และไม่มีผลข้างเคียงอย่างการผ่าตัด

นวัตกรรมที่ช่วยให้จมูกดูโด่งขึ้นได้ทันทีที่ว่านี้คือ การฉีดสารเข้าไปที่ผิวหนังตรงสันจมูก เพื่อให้จมูกโด่งขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนจะนิยมฉีดซิลิโคนเหลว ซึ่งเป็นสารอันตรายห้ามไปฉีดโดยเด็ดขาด และส่วนมากทำโดยหมอเถื่อน ปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนถูกหลอกไปฉีดกับหมอเถื่อนและเกิดผลข้างเคียงที่ต้องตามแก้ไขกันภายหลังอยู่มาก

สารตัวที่สองที่มีการฉีดกันมากคือ สารจำพวก Collagen ซึ่งใช้ได้ดีพอสมควร แต่บางคนอาจมีการแพ้และสารกลุ่มนี้ยังไม่ผ่านการรับรองจาก อย.ให้นำมาฉีดได้ สารตัวที่ปลอดภัยและฉีดได้อย่างถูกต้องคือสารจำพวก Hyaluronic acid (HA) ซึ่งมีอยู่ 1 ที่ ที่ผ่านการรับรองจาก fda ของสหรัฐอเมริกาและ อย.ของประเทศไทยว่าปลอดภัย สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ได้อย่างไม่มีผลข้างเคียง

สาร HA นี้ เป็นสารที่ปกติร่างกายสามารถสร้างได้เองอยู่แล้ว ที่มีมากที่สุดคือที่ผิวหนัง สาร HA มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนน้ำตาล มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำเอาไว้ ทำให้ผิวเรามีความเต่งตึงและชุ่มชื้น คนที่ต้องการให้จมูกโด่งๆ ก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก เพียงเข้ามาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์จะใช้ครีมยาชาป้ายไปบริเวณที่จะฉีด รอซัก 30-45 นาที ก็จะชาและสามารถทำการฉีดได้โดยไม่เจ็บ ขณะที่ฉีด คนไข้สามารถเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ได้คือ สามารถปั้นตกแต่งได้ตามต้องการในขณะนั้นได้เลย ข้อดีคือ หลังฉีด จมูกจะโด่ง สวย ได้ในทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น ไม่บวม ไม่มีคนรู้ว่าทำจมูกมา แล้วจมูกจะโด่งแบบธรรมชาติไม่แข็งแบบซิลิโคนแท่ง ส่วนผลข้างเคียงเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นคือ รอยจ้ำเข็มที่ฉีด แต่โดยมากมักเป็นรอยเล็กๆสามารถทาแป้งรองพื้นบางๆก็ทับได้

ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ดีปลอดภัยสะดวกรวดเร็ว แต่ว่าสาร HA ไม่สามารถอยู่กับผิวเราได้นานไปตลอดชีวิต โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้ราว 8-10 เดือน ถ้าต้องการให้จมูกโด่งอีกก็สามารถมารับการติดต่อได้

ถึงแม้ธรรมชาติจะให้จมูกบี้ จมูกหัก จมูกเบี้ยว หรือจมูกแบน แต่ด้วยความก้าวหน้าในปัจจุบัน เราสามารถทำจมูกให้โด่งสวยเป็นธรรมชาติได้อย่างที่เราต้องการ อย่างที่เรียกว่าสวยสั่งได้และปลอดภัย

 

ที่มาและการอ้างอิง
คู่สร้าง คู่สม ปีที่ 34 ฉบับที่ 797 ศ. 17 พค.56 โดย นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์

แสดงความคิดเห็น

advertise