สุขภาพ » แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพดวงตาในยุคดิจิตอล

แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพดวงตาในยุคดิจิตอล

16 มิถุนายน 2017
63   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

แอนโธไซยานินจากเบอร์รี่

 

เมื่อโลกของเทคโนโลยีก้าวไปไม่หยุดนิ่ง

และเข้ามามีบทบาทในชีวิต Lifestyle ของเราจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ไอทีต่างๆทั้งคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟน ก็กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน สังคม ความบันเทิง หรือแม้กระทั่งการซื้อขายสินค้าและการใช้บริการต่างๆ แต่หลายคนมักลืมไปว่า การใช้สายตาจ้องมองหน้าจอจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานาน จะส่งผลเสียต่อดวงตาโดยไม่รู้ตัว ว่าการจ้องคอมหรือมือถือนานๆ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระสะสมที่เซลล์ตา และอาจไปทำลายจอประสาทตา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม และยิ่งถ้าร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินไม่เพียงพอด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพดวงตาเสื่อมเร็วขึ้น และยังอาจส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

 

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ชีวิตเปลี่ยน

เมื่อดวงตาทำงานไม่เป็นปกติ มีอาการ ตาล้า พร่า เบลอ จากการดูหรือจอจ้องคอมพิวเตอร์หรือ Smartphone เป็นระยะเวลานานๆ ทำให้เกิดความผิดพลาดในการใช้ชีวิตประจำวันบ้างไม่มากก็น้อย เช่น ทำงานจ้องตัวเลขเป็นล้านๆตัวในแต่ละวัน สายตาล้า ตาลาย อาจทำให้คีย์ข้อมูลหรือตัวเลขผิดพลาด ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานได้ หรือจ้องจอเช็คเมล์ทั้งวัน อาจดูวันเวลาผิดพลาดจนผิดนัดกับลูกค้า หรือจ้องจอเล่นมือถือเป็นระยะเวลานาน ส่งไลน์ผิดกรุ๊ปผิดคน อาจทำให้เกิดความบาดหมางใจกันได้

 

ตามสถิติพบว่า

พฤติกรรมการติดจอนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมแล้ว ยังส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการ ล้า ตาพร่า หรือตาแห้ง เนื่องจากการเพ่งหน้าจอนานๆ ทำให้มีการกระพริบตาลดน้อยลงจากปกติที่ควรจัดกระพริบตา 10-15 ครั้งต่อนาที เป็นที่น่าวิตกว่า จากการสำรวจพบว่ากลุ่ม Gen Y คือคนที่เกิดในช่วงปีพ. ศ. 2524 ถึง 2543 มีปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคนช่วงอายุอื่นๆ โดยมีการใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 7.6 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว

 

สารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงสายตา

 

ดังนั้นเราจึงควรดูแลและถนอมสุขภาพดวงตา

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันสมควร ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา เช่น ทำงานหน้าจอที่มีแสงจ้านานจนเกินไป หากมีอาการ ตาล้า พร่า เบลอ หรือ ตาแห้ง อย่านิ่งนอนใจ อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เริ่มดูแลดวงตา ควรเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงสายตา โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสารพฤกษเคมี เช่น แอนโทไซยานิน ที่พบได้ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง เช่น ฟักทอง แครอท มะละกอสุก ร่วมไปถึงอาหารที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 เป็นต้น

 

โดยเฉพาะวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน

มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของการดูแลดวงตาโดยตรง มีส่วนช่วยในกระบวนการมองเห็นและช่วยลดภาวะตาแห้ง ช่วยโรคตามัวในตอนกลางคืน เพราะหน้าที่ของวิตามินเอ คือ ช่วยสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรง อาจทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับวิตามินเอในปริมาณ 100% ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ซึ่งสำหรับคนไทยโดยประมาณอยู่ที่ 800 mcg Retinol Activity Equivalents (RAE) ผักผลไม้ที่ให้วิตามินเอ ส่วนใหญ่จะมีสีเหลืองส้มแดงและเขียวเข้ม เช่น แครอท ผักบุ้ง เป็นต้น ซึ่งโดยเฉลี่ยปริมาณบริโภคที่เพียงพอสำหรับการได้รับวิตามินเอ 100% ที่ร่างกายต้องการต่อวันจะอยู่ที่ ฟักทอง 300 กรัม ผักบุ้งไทย 400 กรัม มะเขือเทศลูกเล็ก 1 กรัม เป็นต้น ซึ่งจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบของคนยุคดิจิตอล ไม่มีเวลาเลือกกกินอาหารที่ครบทุกหมู่ ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เราจึงควรหันมาสนใจดูแลเรื่องอาหารเพื่อดวงตาเป็นพิเศษมากขึ้น

advertise

 

นอกจากผลไม้ที่มีวิตามินเอ

ที่มีส่วนช่วยถนอมสายตาแล้ว คนยุคดิจิตอลไม่ควรมองข้ามสารแอนโธไซยานิน ซึ่งจัดเป็นพฤกษ์เคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติ ส่งผลโดยตรงในการป้องปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ มักจะพบได้ในผลไม้ที่มีสีม่วงและแดงจำพวกผลไม้ตระกูลเบอรี่ เช่น บิลเบอร์รี่น แบลคเคอร์แรนต์ อะซาอิเบอร์รี่ สตอร์เบอร์รี่ เป็นต้น ด้วยปริมาณของแอนโธไซยานิน จะสัมพันธ์กับสีม่วงแดงยิ่ง berry มีสีม่วงแดง จนไปถึงน้ำเงินเข้ม ยิ่งแสดงว่ามีปริมาณแอนโธไซยานินอยู่สูง เพื่อการศึกษาถึงประโยชน์ของแอนโธไซยานินต่อดวงตา ที่มีการตีพิมพ์จากวารสารการวิจัยระดับนานาชาติหลายฉบับพบว่า แอนโธไซยานินในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ช่วยบำรุงดวงตาหลากหลายด้าน

 

ผักผลไม้ที่ให้วิตามินเอ

 

มีผลช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม

ด้วยการศึกษาของ Jang และคณะ โดยทำการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าแอนโธไซยานินที่สกัดมาจากบิลเบอร์รี่ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้งการออกชิเดชั่นของเซลล์ของจอประสาทตาที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแสงได้ นอกจากนี้การศึกษาของ Liu Y และคณะที่ทำการศึกษาผลของเซลล์รับแสงของจอประสาทตา retinal pigment epithelium (RPE) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง ในช่วงความยาวคลื่นของอัลตราไวโอเลตในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดจากบลูเบอร์รี่ช่วยยับยั้งการตายของเซลล์รับแสงของจอประสาทตา ที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงจ้าเป็นเวลานานได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแอนโธไซยานินจากเบอร์รี่ มีผลช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

 

มีผลช่วยลดความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก

การที่ตาต้องเจอกับแสงจ้า เป็นสาเหตุทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นที่เซลล์ของดวงตา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนในเนื้อเลนส์มีการเพิ่มขึ้นของโปรตีนชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้เลนส์แก้วตาแข็งและทึบแสงมากขึ้น จากการศึกษาทางคลินิกของ Head KA โดยให้อาสาสมัครที่มีต่อกระจกจำนวน 50 คน รับประทานสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ที่มีปริมาณแอนโทไซยานิน 25% 180 mg ร่วมกับวิตามินอี 100 mg 2 ครั้งต่อวันติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน พบว่ากลุ่มที่รับประทานบิลเบอร์รี่สกัดเสริม สามารถยับยั้งการเกิดต้อกระจกเพิ่มได้ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่เห็นผลการยับยั้งที่ 76 เปอร์เซ็นต์ จึงกล่าวได้ว่าแอนโธไซยานิน ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นที่เซลล์ของดวงตาและช่วยป้องกันเลนส์ตาจากการถูกทำลาย

 

มีผลต่อการมองเห็นในที่มืดหรือที่มีแสงน้อย

จากการศึกษาทางคลินิกของ Nakaishi H และคณะ พบว่าแอนโธไซยานินมีผลช่วยให้ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดดีขึ้น และยังพบว่ามีส่วนช่วยคลายความเหนื่อยล้าของดวงตาในกลุ่มที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื่องจากช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดฝอยที่ตา ทำให้ดวงตาได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงได้ดีขึ้น

 

ดวงตาของเรามีเพียงคู่เดียว

หากไม่อยากให้ดวงตาประท้วงก็ต้องหมั่นดูแลกันหน่อย ด้วยการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ เน้นผักผลไม้ต่างๆโดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอรี่ ที่มีแอนโธไซยานิน ควบคู่กับการออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับดวงตาให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและอยู่คู่เราไปอีกนาน

 

Tip : 

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของการดูแลดวงตาโดยตรง มีส่วนช่วยในกระบวนการมองเห็นและลดภาวะตาแห้ง ช่วยโรคตามัวในตอนกลางคืน ดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับวิตามินเอในปริมาณร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

 

อ่านบทความเกี่ยวกับสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

ที่มา : แบรนด์ เพื่อนแท้ ของชีวิต.January – March 2017

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter