สุขภาพ » 7 วัน วิธีแก้พิษที่ตกค้างในร่างกาย พร้อมเมนูล้างพิษเพื่อสุขภาพ

7 วัน วิธีแก้พิษที่ตกค้างในร่างกาย พร้อมเมนูล้างพิษเพื่อสุขภาพ

28 พฤศจิกายน 2017
279   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter

 

ปัจจุบัน การล้างพิษถือว่าได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่รักสุขภาพพอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากการล้างพิษจะช่วยทำความสะอาด และกำจัดพิษในลำไส้ที่สะสมมานานจากการรับประทานอาหารต่างๆ ซึ่งการล้างพิษภายใน 7 วันนี้ จะเริ่มต้นด้วยการ “อดอาหาร 2 วัน” เป็นอันดับแรก กล่าวคือผู้ทำการล้างพิษจะต้องไม่รับประทานอาหารหนักๆ เหมือนที่เคยบริโภคในมื้ออาหารตามปกติ แต่จะรับประทานน้ำผักและผลไม้แทน แต่หลังจากผ่านการอดอาหาร 2 วันแรกไปแล้ว ก็จะรับประทานแต่ผลไม้และผักเป็นอาหารหลักอีกเช่นกัน โดยการรับประทานทั้งที่ยังสด และผสมกับถั่วและเมล็ดธัญพืชต่างๆ รวมทั้งปลา ไข่ และน้ำมันคุณภาพดี เช่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ เป็นต้น

 

หลังจากผ่านการอดอาหาร 2 วันไปแล้ว จะไม่รู้สึกหิวมาก

เพราะปริมาณผลไม้ที่รับประทานยังมีจำนวนแคลอรี่ที่เพียงพอสำหรับร่างกาย แต่ในขณะที่อยู่ระหว่างทำการล้างพิษทั้ง 7 วัน ห้ามดื่มกาแฟ หรือแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด ทั้งนี้หลังการอดอาหาร 2 วัน ผ่านไปแล้วสามารถดื่มชาจีนอ่อนๆ ใส่มะนาวบ้างก็ได้ นอกจากนี้ในการรับประทานสลัดผักผลไม้ต่างๆ นั้น น้ำสลัดที่ใช้ควรจะเป็นน้ำสลัดที่ทำเองโดยใช้น้ำมันมะกอกผสมกับน้ำมะนาว เติมเกลือ กระเทียม และสมุนไพรอื่นๆ ตามชอบ เช่น พริกไทยดำ ผงยี่หร่า พาร์สลีย์ และอบเชยผง เป็นต้น

 

ในช่วง 2-3 วันแรกที่ทำการล้างพิษ จะพบว่ามีแก๊สในกระเพาะอาหาร

หรือมีอาการท้องอืด อาจมีอาการท้องเสียปะปนอยู่ด้วย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาหารทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่เมื่อทำการล้างพิษเสร็จสิ้นครบกระบวนการแล้ว ระบบทางเดินอาหารและการขับถ่ายก็จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งรวมทั้งทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใสขึ้นและน้ำหนักลดลงอีกด้วย

 

วันที่ 1

เช้า          :  น้ำองุ่นผสมกับน้ำแอปเปิ้ลปั่นอย่างละครึ่งแก้วใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และผลองุ่นกับแอปเปิ้ลเล็กน้อย

สาย         :  น้ำองุ่นผสมน้ำมะนาว และผลองุ่นเล็กน้อย

กลางวัน  :  น้ำผักปั่นผสมมะนาว และสลัดผลไม้แห้งที่แช่น้ำไว้ค้างคืนและล้างจนสะอาดดีแล้ว เช่น แอพพลิคอต ลูกเกด พลัม

บ่าย         : น้ำแอปเปิ้ล

เย็น         : สลัดผักสด เช่น ผักกาดหอม คะน้า เซเลอรี กะหล่ำปลี และผักอื่นๆ ที่ชอบใส่น้ำสลัดที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

 

วันที่ 2

รับประทานเช่นเดียวกับวันแรกตลอดทุกมื้อ จนกระทั่งถึงมื้อเย็น ให้เปลี่ยนเป็นสลัดเซเลอรี หัวผักกาด มันฝรั่งอบ และถั่วแทนห้าม (ใส่น้ำตาลเด็ดขาด)

 

วันที่ 3

เช้า          : ต้องเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน โดยตักข้าวโอ๊ตเกร็ด 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำทิ้งไว้ทั้งคืน รุ่งเช้าเติมมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ นมถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ หั่นกล้วยหอมลูกเล็กๆ ลงไปด้วย

สาย         : น้ำผักสดปั่น

กลางวัน  : สลัดปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล หรือซาร์ดีนกระป๋อง รับประทานกับกะหล่ำปลี แครอทหั่นฝอย พริกชี้ฟ้า หอมหัวใหญ่ใส่น้ำสลัดสูตรเดิมโรยหน้าด้วยพาร์สลีย์และงาดำ ส่วนผลไม้อาจเป็น องุ่น สตอเบอรี่ หรือ  แอปเปิล ก็ได้

บ่าย         : น้ำองุ่น น้ำแอปเปิ้ล น้ำผักปั่น หรือ น้ำชา เช่น ชาตะไคร้ ชาสะระแหน่ เป็นต้น

เย็น         : ซุปข้าวต้มข้าวกล้อง (โดยใช้ผักเซเลอรี แครอท กะหล่ำปลี หัวหอมใหญ่ นำไปผัดรวมกัน จากนั้นใส่หม้อต้มพร้อมกับข้าวต้มข้าวกล้อง ใส่พริกไทยดำ เกลือ โรยหน้าด้วยพาร์สลีย์

 

วันที่  4

เช้า          : องุ่น แอปเปิ้ล ไข่ต้ม หรือ ไข่คนที่ใส่เนยเพียงเล็กน้อย

สาย         : น้ำผักผลไม้ปั่น (แครอท เซอลารี และแอปเปิ้ล ปั่นรวมกัน) หรือน้ำมะเขือเทศผสมมะนาวปั่น

กลางวัน  : ซุปข้าวต้มข้าวกล้องแบบเมื่อวานตอนเย็นรับประทานกับขนมปังโฮลวีท และสลัดผักถ้วยเล็ก

เย็น         :  ปลาหรือไก่ อาจใช้วิธีย่างหรือต้มก็ได้นำมารับประทานกับสลัดผักต่างๆ เช่นกะหล่ำปลี ผักกาดหอม แตงกวา ฟักทองต้มสุก ถั่วลันเตา แครอท โดยผสมน้ำสลัดที่ทำจากเนยถั่วและ

น้ำมะนาวลงไป ส่วนของหวานสามารถใช้เป็นผลไม้ที่ชอบ หรือโยเกิร์ต 1 ถ้วยก็ได้

 

วันที่ 5

เช้า          : รับประทานเช่นเดียวกับเมนูอาหารในวันที่ 3

สาย         : น้ำผักปั่น (เช่น น้ำแครอท น้ำใบบัวบก น้ำกะหล่ำปลีผักรวม เป็นต้น)

กลางวัน :  ราดหน้าผักสด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วลันเตา

บ่าย         :  น้ำผักผลไม้ปั่น หรือน้ำชาอ่อนๆ เช่น ชาใบหม่อน ชาดอกเก๊กฮวย ชาดอกมะลิ ชากุหลาบ

เย็น         :  สลัดผักสดใส่งาคั่ว และเมล็ดทานตะวัน ไก่อบ โยเกิร์ตรสธรรมชาติผสมอบเชยป่น น้ำผึ้ง เมล็ดอัลมอนด์ต้มสุกหั่นบางๆ คนให้เข้ากัน

 

วันที่ 6

เช้า          : สลัดผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สตรอเบอร์รี่ใส่โยเกิร์ต และน้ำอุ่นใส่น้ำผึ้งเล็กน้อย

สาย         : น้ำผักปั่น เช่น ผักกาดหอม แครอท เซเลอรี ที่ผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย

กลางวัน  : มันฝรั่งอบ ไข่เจียว สลัดผัก และผลไม้สด

เย็น         : ข้าวกล้อง แกงจืดเห็ดหูหนูใส่สาหร่ายทะเล น้ำพริกหนุ่ม ผักสด และผลไม้สดที่ชอบ

 

วันที่ 7

เช้า          : ข้าวต้มข้าวกล้อง 1 ถ้วยเล็ก รับประทานคู่กับลูกหนำเลี๊ยบ หรือผักปวยเล้ง

สาย         : น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย

กลางวัน  :  สลัดผักสดและผลไม้

บ่าย         : ผลไม้ที่ชอบ ยกเว้นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรต ไขมันและน้ำตาลสูง เช่น ขนุน ละมุด ลำไยและทุเรียน เป็นต้น

เย็น         : ข้าวกล้องหุงสุกร้อนๆ 1 ถ้วย ไก่ย่าง 1 ชิ้น แกงจืดตำลึง ผัดผักบุ้งใส่เต้าเจี้ยวถั่วเหลืองและผลไม้สด

 

ทั้งนี้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงรายการผลไม้ให้เป็นผลไม้ที่หาซื้อง่ายตามฤดูกาลได้ เช่น แตงโม ฝรั่ง ส้มมะละกอ ชมพู่ สับปะรด ส้มโอ มังคุด แตงไทย มะม่วง แอปเปิล สาลี่ และสตอเบอรี่ เป็นต้น แต่ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่มีแป้งหรือผลไม้ที่มีรสร้อน หรือหวานจนเกินไป เช่น ทุเรียน เงาะ ขนุน ลำไย ลิ้นจี่ เป็นต้น

 

 

ข้อควรปฏิบัติขณะล้างพิษ

ออกกำลังกาย การออกกำลังกายทุกวันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า และรู้สึกสบายและผ่อนคลายความเครียดไปด้วยในตัว ซึ่งในขณะที่ทำการล้างพิษ ก็ต้องออกกำลังกายเพื่อเรียกเหงื่อด้วยเช่นกันยกตัวอย่าง เช่น เต้นแอโรบิค วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรืออาจเป็นการเดินเล่นในสวนสาธารณะก็ได้เช่นกัน ขอให้ได้เหงื่อ และเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้ผู้ออกกำลังสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวหนังเต่งตึงสดชื่นขึ้นแถมยังช่วยกำจัดสารพิษและของเสียในร่างกายได้อีกด้วย

 

หายใจอย่างถูกวิธี การหายใจที่ถูกวิธีคือ การหายใจยาวๆ เข้าและออกลึกๆ ด้วยการอาศัยปอดและท้องไม่ใช่การหายใจเร็วแรงๆ ในช่วงสั้นๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่มักทำกัน ซึ่งเป็นการหายใจที่ไม่ถูกต้องเพราะเป็นการหายใจโดยใช้กระบังลมและปอดเท่านั้น อย่างที่เรามักได้ยินกันว่า “หายใจไม่ทั่วท้อง” นั่นเอง การหายใจเช่นนี้จะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้ไม่เต็มที่ จึงเกิดการสะสมของสารพิษในร่างกายได้ง่าย

 

วิธีการฝึกหายใจที่ถูกต้องด้วยการใช้ท้องนั้น สามารถทำได้โดยการนอนหงาย เอามือวางไว้ที่หน้าท้องเมื่อหายใจเข้า มือจะถูกยกขึ้นตามแรงหายใจ แต่พอเมื่อหายใจออก มือจะถูกผ่อนลงตามจังหวะ ทั้งนี้การหายใจที่ถูกต้องจะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และจิตใจสงบขึ้น การขจัดของเสียในร่างกายก็จะทำได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

ที่มาและการอ้างอิง

รู้ทันโรคบริโภคสมุนไพร ผู้แต่ง อารีรัตน์

อ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

รู้จักโรคมะเร็ง
วิธีการเรียนรู้อารมณ์ เสริมสุขภาพใจ สร้างพลังสมอง
5 วิธีแก้ปัญหาโรคซึมเศร้า จากเรื่องจริง มันเป็นโรคที่คนเป็นรู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย แต่ไม่ได้อ่อนแอ...
กินอยู่อย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคแผลร้อนใน
กดจุดรักษาอาการปวดหัวได้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ลองดูไม่เสียหาย
5 สมุนไพรไทย ช่วยแก้ลม จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ระบายท้อง และระบบย่อยอาหาร
โรคหิตจาง ต้องไม่พลาด 7 ผักผลไม้ต่อไปนี้ เพราะจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้
ถ้ายังไม่ได้อ่าน อย่าเพิ่งหยิบน้ำปลามาใช้ เพราะระดับสารฮีสตามีนอาจกำลังทำร้ายคุณอยู่
4 ช่วงอายุ กับการดูแลผิวให้เหมาะกับวัย และมารู้จักกับธรรมชาติของผิวเรากันบ้าง
9 วิธีป้องกันผิวของคุณจากแสงแดดอย่างถูกต้อง
11 ข้อควรรู้ โรคจิต โรคประสาท ใช่คุณหรือไม่ เช็คด่วน
5 วิธีกินไขมันดีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมากินไขมันดีกันดีกว่า
4 วิธีที่ลดโรคร้าย และไลฟ์สไตล์ที่จะทำคุณมีอายุยืนยาว
4 วิธี การใช้ยาให้ถูกต้องปลอดภัย
เจ็บคอ อย่าใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น
ชาคาโมมายล์ ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ อาการปวดเกร็งหน้าท้องจากการมีประจำเดือน ช่วยให้หลับสบาย
กล้วย ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต
กานพลู แก้ปวดฟัน บรรเทาอาการไอ
กระดูกคอเสื่อม จะเริ่มเป็นตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี
ความอ้วนทำให้สมองฝ่อและเป็นโรคความจำเสื่อม
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter