สุขภาพ » 4 ช่วงอายุ กับการดูแลผิวให้เหมาะกับวัย และมารู้จักกับธรรมชาติของผิวเรากันบ้าง

4 ช่วงอายุ กับการดูแลผิวให้เหมาะกับวัย และมารู้จักกับธรรมชาติของผิวเรากันบ้าง

30 พฤศจิกายน 2017
203   0

Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีการคาดกันว่า หากนำผิวหนังทุกส่วนของร่างกายมาแผ่ออกจะได้พื้นที่มากว่า 1,000 ตารางนิ้ว และมีน้ำนักประมาณร้อยละ 16 ของน้ำหนักตัว ผิวหนังทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการห่อหุ้มและปกป้องอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย ช่วยรักษาอุณหูมิของร่างกายให้อยู่ที่ระดับเหมาะสม ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ช่วยขับถ่ายของเสีย ช่วยป้องกันรังสีอัลตร้าไวเลตไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย และเป็นด่านแรกในการรับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น แสงแดด ความร้อน ความเย็น เป็นต้น

 

 

เซลล์และเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

เมื่อกาลเวลาผ่านไป เซลล์และเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ รวมไปถึงผิวหนังจะเกิดการเสื่อมสภาพ ผิวหนังจากที่เคยเต่งตึง เปล่งปลั่ง อ่อนเยาว์กลายเป็นผิวที่หย่อนคล้อย มีริ้วรอย หมองคล้ำ ไม่น่ามอง มีปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำตามมามากมาย กระบวนการการเสื่อมสภาพของผิวหนังดังกล่าวเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งตัวการสำคัญที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมดังกล่าวคือ อนุมูลอิสระ อันมีสาเหตุมาจากปัจจัย 2 ประการ ได้แก่

1.ปัจจัยภายนอก ได้แก่สิ่งแวดล้อมที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมและความร่วงโรยแห่งวัย เช่น แสงแดด ความร้อน สารพิษ มลภาวะ แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือแม้แต่การดูแลผิวที่ผิดวิธี

2.ปัจจัยภายใน คือกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

อนุมูลอิสระ

คือสารประกอบใดๆ ที่เมื่อรวมเข้ากับออกซิเจนแล้ว จะเกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนภายในโมเลกุลไป ทำให้โมเลกุลดังกล่าวขาดความสมดุล ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวเรียกว่าปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) และเพื่อที่จะคงความสมดุลหรืออยู่ในภาวะเสถียรโมเลกุลนั้นจำเป็นต้องดึงอิเล็กตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงมาไว้กับตัว ทำให้โมเลกุลข้างเคียงขาดความเสถียร จนต้องแย่งอิเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์มาอีก

ปฏิกิริยาดังกล่าวจะเกิดติดต่อกันเป็นลูกโซ่ไม่จบสิ้น เราเรียกโมเลกุลอิเลคตรอนที่หายไปนี้ว่า อนุมูลอิสระ  (Free Radical) ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมและโรคร้ายต่างๆ หากปฏิกิริยาดังกล่าว เกิดขึ้นในขณะที่มีการแบ่งเซลล์และถอดแบบดีเอ็นเอจากเซลล์แม่ไปยังเซลล์ลูก จะก่อให้เกิดความเสียหายกับดีเอ็นเอของเซลล์เกิดใหม่จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

 

เราสามารถชะลอความเสื่อมโทรมของผิวได้แม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ตาม

แม้ว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงกระบวนการเสื่อมโทรมของผิวพรรณได้ เราสามารถชะลอกระบวนการดังกล่าวให้เกิดขึ้นช้าลงได้ด้วยการเอาใจใส่กับใจทั้ง 2 อย่างเท่าๆ กัน กล่าวคือ เพื่อลดความเสื่อมโทรมที่มาจากปัจจัยภายนอก ให้หลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดจัดๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ไม่อยู่ในสถานที่ที่ร้อนจัดหรือหนาวจัดเป็นเวลานานๆ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน ไม่สูบบุหรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตลบอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ และหมั่นดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธีและเหมาะสม เป็นต้น

สำหรับความเสื่อมโทรมที่เกิดจากปัจจัยภายในสามารถชะลอให้เกิดช้าลงด้วยการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นอาหารที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักและผลไม้สด ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่าที่จำเป็น ดื่มน้ำสะอาดให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดอย่างเหมาะสม เป็นต้น ด้วยวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ ผิวพรรณของเราก็จะคงความสวยงามและความอ่อนเยาว์ได้ยาวนานขึ้น

 

advertise

 

ผิวพรรณของคนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เนื่องมาจากปัจจัยหลายๆอย่างด้วยกัน ทั้งปัจจัยในเรื่องของสภาพแวดล้อม สุขภาพ โภชนาการ รวมไปถึงอายุขัยของแต่ละคน ดังนั้น เราควรที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของผิว รวมทั้งการดูแลผิวพรรณในแต่ละวัย

เราได้แบ่งช่วงวัยออกเป็น 4 ช่วง สำหรับเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลผิวมาฝาก

 

1.วัย 20 ถึง 30 ปี

วัยนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงอายุที่ยังมีผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส บางคนอาจดูมีเลือดฝาดอย่างเห็นได้ชัด ริ้วรอยต่างๆยังไม่ปรากฏ ดังนั้นควรเน้นแค่เพียงทำความสะอาดใบหน้าก็พอ ก่อนล้างหน้าควรใช้ครีมทำความสะอาดเครื่องสำอางก่อนการล้างหน้าทุกครั้ง หากเป็นคนที่มี ผิวมัน ผิวธรรมดา หรือผิวผสม ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็นเนื้อเจลหรือโฟม ซึ่งมีประสิทธิภาพในการขจัดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี ส่วนผิวแห้งควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อครีม ซึ่งสามารถให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า จากนั้นใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดคราบที่หลงเหลืออีกครั้ง ส่วนการบำรุงผิวสามารถใช้ครีมบำรุงผิวธรรมดา หากเป็นช่วงกลางวันควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป เวลากลางคืนก็กลับ มาใช้ moisturizer ปกติ

 

2.วัย 30 ถึง 40 ปี

วัยนี้ผิวพรรณจะมีความยืดหยุ่นลดน้อยลงรวมถึงริ้วรอยต่างๆเริ่มปรากฏ มีจุดด่างดำ ใบหน้าหมองคล้ำ ดังนั้น นอกจากการล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดเครื่องสำอางแล้ว ควรใช้สครับและมาร์คผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ส่วนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้ควรมีส่วนผสมของกรดผลไม้หรือที่เรียกว่า AHA เพื่อจะช่วยกระตุ้นให้มีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่และควรใช้ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ประเภท Whitening เพื่อเพิ่มความขาวสดใสให้กับผิวหน้า และที่สำคัญควรใช้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาและริมฝีปากด้วย หากมีริ้วรอยใต้ตา ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อครีม ถ้ามีรอยบวมและรอยคล้ำใต้ตาควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเจล

 

3.วัย 40 ถึง 50 ปี

จะพบว่าในช่วงวัยนี้ผิวจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆได้ง่าย รูขุมขนก็จะปรากฏอย่างชัดเจนเนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปและมีความเครียดเพิ่มขึ้น สิ่งต่างๆเริ่มเสื่อมสภาพลง ดังนั้นจึงต้องดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ เวลาทำความสะอาดผิวหน้าควรทำความสะอาดเครื่องสำอางให้หมดจด ขัดผิวสัปดาห์ละครั้งและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ ซึ่งช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวให้ช้าลงและช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ยิ่งดี

 

4.วัย 50 ปีขึ้นไป

เป็นวัยที่มีผิวพรรณที่มีความสูญเสียความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นอย่างชัดเจน ใบหน้าจะเริ่มมีตกกระ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเป็นกระบวนการของเม็ดสีผิวทำงานไม่สมบูรณ์ รวมถึงผิวจะผลิตคอลลาเจนน้อยลง จึงทำให้เห็นริ้วรอยที่เหี่ยวย่น โดยเฉพาะบริเวณหางตา มุมปาก คาง และจมูก ดังนั้นควรเอาใจใส่จุดเหล่านี้เป็นพิเศษ นอกเหนือจากการทำความสะอาดแล้วควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และผลิตภัณฑ์ที่ควรเน้นเป็นพิเศษคือผลิตภัณฑ์ประเภทเซรั่มซึ่งจะช่วยทำหน้าที่เร่งการทำงานของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ผิวไม่แห้งและริ้วรอยต่างๆก็จะจางลงทำให้ผิวหน้าแลดูอ่อนกว่าวัย

 

ที่มาและการอ้างอิง

นิตยสารขวัญเรือน 941

ศาสตร์แห่งการประทินผิว โดย พิมลพรรณ อนันต์กิจไพศาล

อ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter