สุขภาพ » โรคภัยต่างๆ » โรคลมชักหรือลมบ้าหมู มารู้จักอย่างถูกต้องสักนิด

โรคลมชักหรือลมบ้าหมู มารู้จักอย่างถูกต้องสักนิด

28 มิถุนายน 2017
56   0

Share on Facebook38Share on Google+0Tweet about this on Twitter
advertise

โรคลมชักหรือลมบ้าหมู

 

 

โรคลมชัก (Epilepsy) เกิดจากความผิดปกติของการนำกระแสไฟฟ้าภายในสมอง มักจะเป็นพักๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ และมีโอกาสเป็นซ้ำสูง ยกเว้นภาวะชักต่อเนื่อง (Status epilept icus) แต่เดิมคนไทยเคยเรียกว่าโรคลมบ้าหมู แต่ปัจจุบันใช้คำว่าโรคลมชักและในอนาคตมีแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่าเป็น “โรคคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติ” (Abnormal brain wave) ที่เปลี่ยนชื่อ เนื่องจากอาการของโรคลมชักไม่จำเป็นต้องมีอาการชักเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อ อาการผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดคืออาการเหม่อลอย อาจมีตาค้างหรือตาเหลือก และเรียกไม่รู้สึกตัว ดังนั้น การวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักอาจสร้างความเข้าใจผิดว่า ต้องมีอาการชักเกร็งกระตุกของร่างกายซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในแง่ของการเข้าสังคมรวมถึงการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้ป่วย

 

การวินิจฉัยและการสืบค้นในโรคลมชัก

(Diagnosis and lnve stigation) ผู้ป่วยจะต้องมีการชักโดยไม่มีปัจจัยกระตุ้นมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป หรือชักครั้งแรกแต่มีโอกาสที่จะชักซ้ำสูง ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการชักครั้งแรกจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินว่าจะมีโอกาสชักซ้ำมากเท่าใด รวมถึงหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชัก ซึ่งอาศัยการซักประวัติการตรวจร่างกาย การตรวจทางระบบประสาท การตรวจเลือดการ ตรวจภาพวินิจฉัยสมอง (CT of MRI Brain) ที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ส่วนการตรวจน้ำไขสันหลัง (CSF Analysis) จะทำเฉพาะบางกรณี เช่น สงสัยภาวะติดเชื้อในระบบประสาท

 

สาเหตุที่พบได้บ่อย

(Common Etiology)  คือแผลเป็น (Gliosis) ที่เกิดขึ้นบนผิวสมอง ซึ่งอาจเกิดจากโรคติดเชื้อภายในสมอง ภายหลังอุบัติเหตุทางสมอง ภายหลังจากเลือดออกในสมองหรือหลอดเลือดสมองตีบตัน เนื้องอกภายในสมอง ภาวะชักซ้ำๆ หรือภาวะชักต่อเนื่อง สามารถพบในสมองเด็กที่กำลังเจริญเติบโตที่เรียกว่ากลุ่มอาการโรคลมชักในเด็ก (Epilepsy syndrome) หรือแม้กระทั่งสมองของผู้สูงอายุที่มีรอยเหี่ยวย่นผิดปกติ อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 10-20% ที่ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติใดๆภายในสมอง

advertise

 

การรักษาโรคลมชัก (Treatment) ประกอบด้วย

  • การรับประทานยากันชัก (Anti-epileptic drug)
  • การรักษาสาเหตุที่เฉพาะและการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นได้แก่ การอดนอน การออกกำลังกายหักโหม ยาบางชนิด การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด ภาวะตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ จะสามารถหายขาดจากโรคลมชักโดยประมาณ 60-70% เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่เหลืออีก 30% จะเรียกว่า ภาวะดื้อต่อยากันชัก (Drug-resistant Epilepsy) ซึ่งปัจจุบันสามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัด (Epilepsy Surgery)

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดรักษาโรคลมชักยังมีอีกหลายวิธีซึ่งมีความจำเพาะต่อผู้ป่วยแต่ละรายไปจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลโรคลมชักเป็นหลัก

 

การดูแลผู้ป่วยขณะมีอาการชักหรือการปฐมพยาบาล (First Aid) ที่สำคัญคือ

  • ให้นำผู้ป่วยลงที่ต่ำ
  • ระวังอุบัติเหตุจากการกระแทกของแข็ง
  • นอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก
  • ห้ามใส่อะไรเข้าไปในปากผู้ป่วยเด็ดขาดและต้องป้องกันอันตรายต่างๆที่เกิดขึ้นขณะที่ผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึกตัว
  • ห้ามไปงัดหรือฝืนร่างกายผู้ป่วยขณะเกร็งเพราะจะทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายผู้ป่วยมากขึ้น

 

โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะหยุดชักได้เองภายใน 1 ถึง 2 นาทีเท่านั้น

ในกรณีที่ไม่หยุดชักเองหรือมีภาวะชักต่อเนื่อง ให้รีบส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที เพราะต้องรีบให้ยาระงับชักโดยเร่งด่วน ส่วนตัวผู้ป่วยเองก็ต้องพึงระวังกิจกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เช่นการขับรถ การว่ายน้ำ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าและที่สูง

 

อ่านบทความเกี่ยวกับสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่นี่

 

ที่มา : HealthToday JUNE 2015

 

แสดงความคิดเห็น
advertise
Share on Facebook38Share on Google+0Tweet about this on Twitter