สุขภาพและความงาม » กระชายยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจได้ดีไม่แพ้โสม และอีก 6 สุดยอดสมุนไพรไทยช่วยขับลม

กระชายยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจได้ดีไม่แพ้โสม และอีก 6 สุดยอดสมุนไพรไทยช่วยขับลม

13 พฤศจิกายน 2017
656   0

เวลาที่รู้สึกจุก เสียด แน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ มันช่างทรมานกายและใจเสียนี่กระไร แต่เรามีตัวช่วยซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ไม่ยาก บางบ้านก็ปลูกเองกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น กระชาย ขิง แห้วหมู กระพังโหม จันทน์เทศ  หรือ ตะไคร้ ซึ่งมีสรรพคุณเด่นมากในเรื่องของการ ขับลม เรียกความสดชื่น แต่ไม่เท่านั้นก็ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ร่วมด้วย ไปดูกันว่าแต่ละชนิดดีเด่นเด็ดดวงแค่ไหน

 

 

1.กระชาย เรียกกำลัง ขับลม                   

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia  (L.) Mansf

วงศ์ : Zingberaceae

กระชายเป็นไม้ล้มลุก มีหัวอยู่ในดิน น้อยคนนักที่จะรู้ว่าต้นกระชายเป็นเช่นใด ถ้าไม่เห็นเหง้ากระชายที่เป็นแง่งๆ สีเหลือง ต้นกระชายมีขนาดไม่ใหญ่มาก ลักษณะต้นคล้ายๆ พืชจำพวกบอน คือ จะมีก้านใบแทงขึ้นมาจากดิน ใบขนาดใหญ่ ขึ้นเป็นกอ ที่ยอดกระชายจะมีก้านสีแดง ใบรูปรีปลายแหลม มีดอกสีขาวอมชมพูอ่อนๆ บ้างก็ม่วงอมชมพูด ออกเป็นช่อแทรกอยู่ตามก้านใบ ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์คือส่วนที่เป็นเหง้าและรากซึ่งจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ กระชายที่พบทั่วไปจะมีอยู่ 3 ชนิด แยกตามสีของราก คือกระชายดำ กระชายแดง และกระชายที่เราเห็นส่วนใหญ่ก็คือ กระชายเหลือง

กระชายโดยมากจะใช้เป็นสมุนไพรขับลม มีสรรพคุณแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ดี คลื่นไส้หรือเวียนศรีษะก็ช่วยได้อยู่เหมือนกัน รสเผ็ดร้อนและกลิ่นที่ดับคาวเนื้อสัตว์ได้ จึงนิยมใช้เป็นเครื่องเทศปรุงแต่งรสอาหาร โดยเฉพาะตำพวกแกงเผ็ดหรือผัดเผ็ด ช่วยชูรสอารได้ดีเยี่ยมอีกทั้งยังเป็นยาได้โดยตรง เพียงแค่นำเหง้ากระชายสดเอามาซอยเป็นเส้นเล็กๆ จะต้มกับน้ำหรือกินสดก็ได้ ช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ได้ดี อีกทั้งยังกินเพื่อเป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยบำรุงหัวใจได้ดีไม่แพ้โสมเพราะมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจ

 

วิธีเข้าตัวยา

  1. แก้ท้องเดินทั่วไป เหง้ากระชายสด 1-2 แง่ง บุบพอแตกโดยไม่ต้องขูดเปลือก ผิงไฟให้แห้ง บดด้วยครกผสมน้ำ ปูนใส ๑ ช้อนแกง กินวันละ ๔ ครั้ง
  2. ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เหง้าสด 2-3 แง่ง ขูดเปลือกออก ซอยให้ละเอียด ชงกับน้ำร้อน ๑ ถ้วยกาแฟ ดื่มหลังอาหารหรือจะกินสดโดยไม่ต้องผสมน้ำร้อนก็ได้
  3. บำรุงกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร เหง้ากระชายสด ตากแดดให้แห้งสนิทแล้วบดให้เป็ฯผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ดื่มเป็นประจำ

 

สรรพคุณเด่นของกระชาย

กระชายมีสรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนังได้ดี โดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อรา กลากเกลื้อน รักษาได้ชะงัด เรียกว่าไม่ต้องถึงหมอ แค่กระชายแง่งเดียวก็เอาอยู่ โดยการนำเหง้ากระชายมาขูดเอาเปลือกออกบุบพอแตก แล้วเอามาขัดบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยอาบน้ำ ต้องทนแสบผิวสักนิดแต่ได้ผลดี

เหนืออื่นใด กระชายเป็นสมุนไพรเสริมกำลังกำหนัดและแก้กามตายด้าน ซึ่งมาจากสรรพคุณที่กินเพื่อเรียกกำลัง โดยใช้กระชายดำดองกับเหล้าขาว เวลาใช้ก็นำกระชายดำที่ดองแล้ว 2-3 แง่ง บดให้ละเอียดกับเหล้าขาวที่ใช้ดอง 1 ช้อนแกง กินเป็นประจำ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

 

 

2.ขิง ขับลม กัดเสมหะ แก้ไอ แก้ไข้หวัด                             

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale, Rosc.

วงศ์ : Zingberaceae

แม้ขิงกับกระชายจะเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่ต้นขิงจะมีลักษณะแตกต่างจากกระชายโดยสิ้นเชิง เหง้าของกระชายจะเป็นแง่งเล็กๆ เป็นกระจุกแต่เหง้าขิงจะเป็นแง่งขนาดใหญ่ ลักษณะต้นขิงจะแทงก้านขึ้นไปตรงๆ มีใบเรียวยาวปลายแหลมแทงออกมาด้านข้างของก้านสลับซ้ายขวา ออกดอกเป็นช่อปลายก้าน กลีบดอกสีเหลืองอมเขียว ช่วงเหง้าขิงที่มีสรรพคุณทางยากำลังดีจะอยู่ประมาณ 8-10 เดือน ถ้าเห็นลำต้นขิงเป็นสีขาวเมื่อไหร่แสดงว่าแก่เต็มที่แล้ว ตัวยาจะมากกลิ่นมีรสเผ็ดร้อนกำลังดี

 

ขิงเป็นสมุนไพรที่ใช้ง่าย มีสรรพคุณดี และยิ่งโดดเด่นมากขึ้นเมื่อไข้หวัด 2009 ระบาด เพราะกระทรวงสาธารณสุขออกมาประกาศว่าขิงช่วยป้องกันไข้หวัด 2009 ได้ จนจริงแทบจะขาดตลาด โดยเฉพาะขิงผงสำเร็จรูปชงดื่มยิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่จริงๆ แล้วถ้าจะดื่มเพื่อแก้หวัดควรใช้เป็นขิงสด เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก หั่นเป็นแว่นบางๆ หรือบุบพอแตก ต้มกับน้ำร้อน ดื่มแก้ไข้หวัดตัวเย็นหรือดื่มแก้หนาวดีนัก สวนขิงผงสำเร็จรูปสรรพคุณจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่มีดีในเรื่องความสะดวก อีกทั้งเก็บไว้ได้นาน ช่วยให้กินขิงได้บ่อยขึ้น เพราะขิงให้กินบ่อยๆ จะดีต่อร่างกายมากช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี หรือกินสดๆ หรือยาขับลม หรือยาช่วยให้เจริญอาหารก็ได้

 

วิธีเข้าตัวยา

  1. แก้ไอ กัดเสมหะ หั้นขิงออกเป็นแว่นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท บดให้เป็นผงใช้ 1 ช้อนชาชงกับน้ำร้อนผสมน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือจะผสมน้ำมะนาวเพิ่มเล็กน้อยเพื่อให้สรรพคุณดีขึ้น
  2. แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขิงแก่ขนาด 1 หัวแม่มือ ทุบพอแตกต้มกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ เคี่ยวให้เหลือครึ่งเดียว ดื่มหลังอาหาร ช่วยแก้ปัญหาอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี คลื่นไส้หรือเมารถก็ช่วยได้เช่นกัน
  3. แก้ไข แก้หวัด ขิงแก่ขนาด 1 หัวแม่มือ บุบพอแตก ต้มผสมน้ำตาลทรายแดง ใชน้ำ 1 ถ้วยกาแฟ เคี่ยวให้เหลือครึ่งเดียว ดื่มเพื่อลดไข้ แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงมากๆ ให้บดขิงจนละเอียด ต้มผสมน้ำตาลทรายแดง กรองเอาแต่น้ำดื่ม เพื่อลดไข้และขับเหงื่อ

 

สรรพคุณเด่นของขิง

ขิงมีสายพันธุ์ประมาณ 70 ชนิด เป็นพืชเขตร้อน นิยมนำมาแปรรูปได้หลายชนิดโดยเฉพาะการดอง ขิงดองจะมีสีชมพูอ่อน ใช้ทั้งแต่งสีและแต่งกลิ่น หรือนำไปตากแห้ง จะบดเป็นผงหรือไม่บดก็ได้ เวลาใช้จะชงกับน้ำร้อนดื่มเพื่อเป็นยาขับลมและแก้หวัด สำหรับท่านที่มีปัญหาเรื่องอาหารการกินหรืออยู่ๆ ก็เกิดอาการเบื่ออาหารขึ้นมาเฉยๆ ส่วนมากจะเป็นช่วงที่มีความเครียดสูง ใช้ขิงแก่ขนาดหัวแม่มืออังไฟจนสุก ตำผสมน้ำปูนใส คั้นเอาแต่น้ำผสมน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ดื่มก่อนอาหารประมาณ 30 นาที เพื่อเรียกน้ำย่อยช่วยให้เจริญอาหาร แก้เบื่ออาหารได้ดี

 

 

 

3.แห้วหมู ขับลม แก้จุกเสียด                                                  

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus rotundus Linn.                                                                                                      

วงศ์ : Cyperaceae

แห้วหมูเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็นพืชล้มลุกประเภทหญ้าก็ได้มีอายุหลายปี เป็นพืชที่มีหัวใต้ดินพบเห็นได้ตามทั่วไป และมักจะขึ้นปะปนอยู่กับหญ้า ลักษณะใบและลำต้นก็คล้ายๆ กันจนแทบจะแยกไม่ออก แต่จะมีหัวขนาดเล็กอยู่ใต้ดิน ผหวมีรสเผ็ดร้อนไม่เหมือนกับแห้ว ทำให้ไม่นิยมนำมากินนอกเสียจากจะใช้เพื่อเข้าเป็นตัวยาสมุนไพร มีสรรพคุณเป็นยาขับลม และแก้จุกเสียดแน่นท้องได้ดี

 

วิธีเข้าตัวยา

  1. ยาแก้ท้องอืด แก้จุกเสียด ใช้หัวแห้วหมู 20-30 หัว บุบพอแตก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือครึ่งเดียว กรองเอาแต่น้ำ แบ่งดื่มตลอดวันก่อนอาหารทั้ง 3 มื้อ
  2. ยาขับปัสสาวะ ใช้หัวแห้วหมู 5-6 หัว ล้างน้ำให้สะอาด ขูดเอาเปลือกออก บดจนละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา กินเพื่อเป็นยาขับปัสสาวะ หรือกินเป็นยาแก้ท้องอืด แก้แน่นท้องได้เช่นกัน

 

สรรพคุณเด่นของแห้วหมู

แห้วหมูเป็นวัชพืชที่พบเห็นได้ง่าย หาไม่ยากก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามักจะขึ้นปะปนอยู่กับหญ้าทั่วไป หากสามารถจดจำลักษณะของต้นแห้วหมูได้ นับว่าเป็นประโยชน์มากทีเดียว เพราะแห้วหมูจัดเป็นยาที่ช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้ดี เนื่องจากในแห้วหมูมีน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณในการคลายอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อเรียบอยู่มาก ทำให้นอกจากจะช่วยแก้อาการท้องอืดแล้ว ยังช่วยลดการเกิดตะคริวบนหน้าท้องและอาการปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างแห้วหมูกับหญ้าทั่วไปออกได้ ก็ลองถอนขึ้นมาดูส่วนที่เป็นราก หากเห็นหัวขนาดเล็กเกาะอยู่ตามบริเวณรากนั่นแหละต้นแห้วหมู สามารถเด็ดเอาหัวเหล่านั้นมาล้างให้สะอาด แล้วเข้าเป็นยาแก้ท้องอืดได้ดีนักเชียว

 

 

4.กระพังโหม บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง                                       

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paederia foetida Linn.                                                                                                       

วงศ์ : Rubiaceae

กระพังโหมเป็นไม้เถาขนาดเล็ก พบได้ตามป่าละเมาะทั่วไปโดยจะพาดตัวไปตามต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ พบได้มากตามดินทรายริมแม่น้ำ ในเรื่องของสมุนไพรสามารถนำมาเข้ายาได้ทุกส่วนจัดเป็นสมุนไพรอายุวัฒนะอีกขนานหนึ่งก็ว่าได้

 

วิธีเข้าตัวยา

  1. แก้ธาตุพิการ แก้ท้องเสีย ช่วยให้เจริญอาหาร ใช้ทั้งต้นยาวประมาณ 2 คืบ นำมาเด็ดเป็นท่อนขนาดเท่านิ้วก้อย ใบบีบพอช้ำ ลำต้นบุบพอแตก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือ 2 ใน 3 หรือประมาณ 600 ซีซี กรองเอาแต่น้ำ แบ่งดื่ม 3 ครั้งต่อวัน ดื่มเป็นประจำ รสขมเฝื่อนๆ ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้พิษแอลกอฮอล์
  2. ใบกระพังโหมสมุนไพรแก้สารพัดโรค ใบกระพังโหมไม่แก่ไม่อ่อนประมาณ 5-10 ใบ โขลกจนละเอียดผสมน้ำอุ่น 1 ถ้วยกาแฟ กรองเอาแต่น้ำอมบ้วนปากแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ใช้น้ำคั้นจากใบหยอดฟันซี่ที่ปวด ช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน หรือใช้ 10 ใบ บีบพอช้ำ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือ 600 ซีซี กรองเอาแต่น้ำแบ่งดื่ม 3 ครั้งต่อวัน เป็นยาบำรุงกำลังช่วยให้ฟื้นตัวจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น หรือใช้ 5 ใบ โขลกจนละเอียด ใช้พอกแผลแก้งูสวัด แก้เริม บรรเทาแผลปวดแสบปวดร้อน

 

สรรพคุณเด่นของกระพังโหม

กระพังโหมมีอยู่หลายพันด้วยกัน พันธุ์ที่มียางสีขาวใบใหญ่เรียกกันด้วยชื่อชาวบ้านว่า “ตดหมู” ที่ได้ชื่อนี้เพราะมีกลิ่นเหม็นเขียวมาก ส่วนพันธุ์ที่มีใบขนาดเล็กจะมีกลิ่นเหม็นน้อยกว่าเรียกว่า “ตดหมา” ส่วนพันธุ์ที่มีใบขนาดใหญ่ไม่มีขนตามใบมีกลิ่นเหม็นเขียวเพียงเล็กน้อยจะเรียกว่า “ย่านพาโหม” เป็นต้น ซึ่งอย่างหลังนี้สามารถนำมาลวกน้ำร้อนกินเป็นผักแกล้มน้ำพริกก็ได้ ได้ทั้งรสชาติ ได้ทั้งเรื่องบำรุงกำลัง และช่วยให้เจริญอาหาร

 

 

5.จันทน์เทศ บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ                                       

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Fagraea Fragrans, Rosb                                                                                                                    

วงศ์ : Mypisticaceae

ผล ใบ และดอก ของจันทน์เทศมีกลิ่นหอมฉุน นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศช่วยปรุงแต่งกลิ่นอาหารให้หอมน่ากิน โดยเฉพาะอาหารอินเดียมักจะใช้จันทน์เทศเป็นส่วนประกอบสำคัญ “จันทน์เทศ” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นพันธุ์ไม้ที่มาจากเมืองนอก ซึ่งจริงๆ แล้วบ้านเราก็มีต้นจันทร์นี้อยู่เหมือนกัน ที่เรียกว่า “จันทร์หอม” แต่กลิ่นจะฉุนไม่เท่าของเมืองนอกเรียกว่าแพ้เป็นเท่าตัว จึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ผลสามารถนำมากินได้ พันธุ์ที่มีกลิ่นฉุนแรงจะเป็นพันธุ์ที่มาจากอินโดนีเซีย

จันทน์เทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 10 – 15 เมตร ต้นแยกเพศ ต้นตัวเมียจะมีดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ส่วนต้นตัวผู้ออกดอกเป็นช่อ มีผลค่อนข้างกลม เมื่อแก่จัดจะแตกเป็นสองซีก มีเมล็ดสีแดงสดอยู่ภายใน ซึ่งจะมีรกสีน้ำตาลลักษณะเป็นร่างแหหุ้มอยู่อีกทีนึง ส่วนนี้นี่เองที่เป็นเครื่องเทศชั้นดี เพราะมีกลิ่นหอมและฉุนมากกว่าส่วนอื่น เขาจะลอกมาอย่างระวังโดยที่คงรูปร่างไว้เช่นเดิมให้มากที่สุด ต่อด้วยบีบให้แบนแล้วเอาไปตากแดดจนแห้งสนิท ก็จะได้เครื่องเทศที่มีรูปร่างลักษณะแปลกตา ใช้แต่งกลิ่นและเพิ่มรสชาติให้ดีขึ้น และยังสามารถนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มเพื่อขับเลือดลม บำรุงเลือด และหมุนเวียนระบบเลือดลมในร่างกาย

 

วิธีเข้าตัวยา

  1. สมุนไพรบำรุงอวัยวะภายใน ใช้แก่นจันทน์เทศขนาดเท่านิ้วก้อย 1 – 2 ท่อน บุบพอแตก ต้มกับน้ำประมาณ 2 ถ้วยกาแฟ เคี่ยวจนเหลือครึ่งเดียว กรองเอาแต่น้ำดื่ม เพื่อเป็นสมุนไพรบำรุงตับ บำรุงปอด ถอนพิษไข้ กลิ่นฉุนช่วยให้โล่งจมูก
  2. บำรุงร่างกายช่วยให้เจริญอาหาร ใช้รากจันทน์เทศขนาดเท่านิ้วก้อย 1 – 2 ท่อน ตากแดดให้แห้งสนิท ฝนให้เป็นผงละเอียด ใช้ประมาณ 1 ช้อนชาชงกับน้ำร้อนดื่มอุ่นๆ ก่อนอาหารประมาณ 15 – 20 นาที เป็นการเตรียมความพร้อมของกระเพาะอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม ช่วยหมุนเวียนเลือด แก้อาการแน่นท้อง ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อทั้งก่อนและหลังกินอาหาร
  3. สมุนไพรขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้ส่วนที่เป็นเมล็ด 5 – 10 เมล็ด ตากแดดให้แห้งสนิท ป่นให้เป็นผงใช้ประมาณ 1 ช้อนชาชงกับน้ำร้อน ดื่มอุ่นๆ หลังอาหารประมาณ 10-15 นาที ช่วยไล่ก๊าชและลมในกระเพาะ ลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี

 

สรรพคุณเด่นของจันทร์เทศ

อาการแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ทั้งก่อนและหลังอาหาร แทบจะทุกคนก็ว่าได้ที่มีปัญหาเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่จะมากหรือน้อยแตกต่างกันเท่านั้น แม้จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเท่าไร แต่ก่อให้เกิดความรำคาญสูงเพราะมันจะทำให้เรารู้สึกว่าไม่สบายเนื้อสบายตัว และเพราะจันทน์เทศมีสรรพคุณในเรื่องขับลมได้ดี จึงน่าจะมีจันทน์เทศติดบ้านเรือนเอาไว้ เพราะไม่ใช่ว่าจันทน์เทศจะมีดีในเรื่องขับลมเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้จันทน์เทศเป็นยาบำรุงร่างกายได้อย่างดีทีเดียว ดื่มอุ่นๆ ก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบาย และนอนหลับสนิทมากขึ้น

แต่ต้องเตือนเอาไว้สักหน่อย เนื่องจากในเมล็ดจันทน์เทศจะมีสาร “ไมริสติซิน” อยู่ สารตัวนี้ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราชนิดต่างๆ ได้ก็จริง แต่มีฤทธิ์กดประสาท หากได้รับมากเกินไปจะทำให้ประสาทหลอนหรือเกิดอาการชัก จึงไม่ควรใช้เมล็ดจันทน์เทศติดต่อเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเด็กและคนที่มีอายุมากไม่ควรใช้ก็มีความต้านทานต่อฤทธิ์ของยาต่ำ ถ้าต้องการใช้จันทน์เทศแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ หรือเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย ให้เปลี่ยนไปใช้ดอกหรือแก่นจันทน์เทศแทน

 

 

6.ตะไคร้ ขับลม เรียกความสดชื่น                                        

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citatus Stapf.                                                                                                           

วงศ์ : Poaceae

เมื่อพูดถึงข่าแล้ว จะไม่พูดถึงตะไคร้ก็คงจะไม่ได้ เพราะข่าและตะไคร้เป็นของคู่กัน มีข่าต้องมีตะไคร้ไม่เช่นนั้นแล้วต้มยำคงเป็นต้มยำไปไม่ได้ ตะไคร้เป็นพืชในตระกูลเดียวกับหญ้า มีลำต้นจริงประมาณ 4-5 เซนติเมตร อยู่ใต้ดินและส่วนที่เหลือจากพื้นดินเล็กน้อย ที่เหลือจะเป็นลำต้นเทียมโดยที่ลำต้นจะถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยกาบใบอีกทีหนึ่ง ใบของตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก จึงมีสรรพคุณในเรื่องขับลมได้ดีอีกขนานหนึ่ง

โดยปกติแล้วตะไคร้มักจะนำไปเป็นเครื่องดับคาวให้กับอาหารต่างๆ ก็เพราะกลิ่นที่หอมฉุนและรสชาติเผ็ดร้อน โดยเฉพาะอาหารกึ่งดิบกึ่งสุกจะต้องมีตะไคร้ร่วมอยู่เสมอ ในส่วนของสมุนไพร จะใช้ส่วนของลำต้นแก่และเหง้าใต้ดิน มีสรรพคุณทางยาสูงเด่นในเรื่องขับเลือดลม กระตุ้นการหมุนเวียนโลหิต บำรุงธาตุ และรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ

 

วิธีเข้าตัวยา

  1. ขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง ตะไคร้สด 100 กรัม ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำผสมน้ำอุ่น 1 ถ้วยกาแฟ แก้คลื่นไส้ แก้วิงเวียนศีรษะ ช่วยให้สร่างจากพิษสุรา ดื่มเพื่อบรรเทาอาการแน่นท้อง เพราะมีเมนทอลที่ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้
  2. แก้ท้องเสีย แก้อหิวาต์ ตะไคร้สด 100 กรัม หั่นเป็นแว่นต้มกับน้ำครึ่งลิตร เคี่ยวจนเหลือครึ่งเดียว ดื่มอุ่นๆ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แก้อหิวต์ ก็มีน้ำมันหอมระเหยซิทราล ที่มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย
  3. รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ตะไคร้สด 1 ต้น ฝนกับเหล้าขาว 1 ช้อนแกง ทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า น้ำมันหอมระเหย ซิทราล และ เมอร์ซีน จะช่วยต้านเชื้อรา และทำลายเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรค

 

สรรพคุณเด่นของตะไคร้

หากถามว่าจะนำตะไคร้ไปทำอะไรจึงจะดีที่สุด คำตอบง่ายๆ เอาไปทำเป็นน้ำตะไคร้แช่ในตู้เย็นดื่มแทนน้ำเปล่าปกติ โดยใช้สัดส่วนตะไคร้ 100 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร หั่นตะไคร้เป็นท่อนเล็กๆ บุกให้แตก ต้มให้เดือดประมาณ 5-10 นาที กรองเอาแต่น้ำโดยที่ไม่ต้องผสมน้ำตาลแต่อย่างใด เว้นแต่ต้องการจะเพิ่มรสชาติ จะดื่มอุ่นๆ หรือแช่เย็นก็ได้ ดื่มน้ำตะไคร้เป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเป็นสมุนไพรเรียกกําลังชั้นดี ช่วยเรียกความสดชื่นให้กับร่างกาย เรื่องจุกเสียดแน่นท้องเพราะมีกรดและลมในกระเพาะมากจนเกินไปจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะตะไคร้ช่วยขับลมได้ดี อีกทั้งมีสารที่ออกฤทธิ์กดประสาทอ่อนๆ ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงสมอง ช่วยเพิ่มสมาธิ บรรเทาอาการหอบหืด คนที่ประสบปัญหาเรื่องภูมิแพ้จะช่วยได้มากทีเดียว เพราะมีสารที่ช่วยขยายหลอดลม เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยขับนิ่วในไต ลดการอักเสบในทางเดินปัสสาวะ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย แก้อหิวาต์ เรียกว่าสรรพคุณครอบจักรวาล แก้สารพัดโรคกับน้ำต้มตะไคร้วันละ 1 แก้ว เป็นอย่างน้อย

แสดงความคิดเห็น

advertise