สุขภาพและความงาม » กินอยู่อย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคแผลร้อนใน

กินอยู่อย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคแผลร้อนใน

19 สิงหาคม 2017
362   0

แผลร้อนในถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแผลเล็ก ๆ ในปากเราแต่ก็สร้างความเจ็บปวดถึงขั้นกินข้าวกันไม่อร่อยได้เลยก็แล้วกัน งั้นไปดูกันสักนิดว่าแผลร้อนในที่ว่านี้มาจากอะไรแล้วเราจะแก้มันยังได้บ้าง

 

แผลร้อนใน

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่มักพบบ่อยในวัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่มสาว โดยแผลร้อนในจะเกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุผิวในช่องปาก สาเหตุของการเกิดร้อนใน ถ้าหากไม่นับรวมการทำให้เกิดแผลในช่องปากโดยตรง เช่น แปรงฟันแล้วไปกระแทกเหงือก หรือโดนเหล็กเกี่ยวฟันเกี่ยวหรือกด โดนขอบฟันปลอมที่คมหรือไมดีพอเสียดสี เป็นต้น แต่หมายถึงว่าอยู่ดี ๆ ก็เกิดเป็นแผลร้อนในขึ้นมาซะงั้น โดยทั่วไปแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกการเกิดที่แน่ชัด แต่พอจะรู้ถึงปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดแผลร้อนใน ปัจจัยดังกล่าว ได้แก่

 

  • พันธุกรรม พบว่าร้อยละ 30-40 ของผู้ที่เป็นร้อนในบ่อย ๆ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • ความเครียด พบว่าแผลร้อนในมักเกิดในช่วงที่มีความเครียด ความกังวลทางจิตใจมาก ๆ
  • ฮอร์โมนเพศ เพราะมักจะพบแผลร้อนในได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงใกล้มีประจำเดือน แต่จากการศึกษายังไม่สามารถระบุถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนได้
  • การแพ้สารเคมีในอาหารหรือสิ่งที่ใช้ในช่องปาก เช่น แพ้สารบางชนิดในน้ำยาบ้วนปากหรือยาสีฟัน
  • การขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิด เช่น วิตามินบี เหล็ก และสังกะสี
  • การติดเชื้อบางชนิดเช่น แบคทีเรีย Helicobacter pylori หรือเชื้อไวรัสโรคเริม
  • การสูบบุหรี่
  • อาจเกิดจากโรคแพ้ภูมิตนเอง เช่น SLE

 

 

แผลร้อนในเป็นอย่างไร

ลักษณะอาการของแผลร้อนใน คือ มีแผลเปื่อย เจ็บมาก เกิดในเนื้อเยื่อช่องปากได้ทุกที เช่น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานลิ้น ใต้ลิ้น รอยต่อระหว่างริมฝีปากกับเหงือก และบางรายที่รุนแรงอาจพบแผลในลำคอได้ แผลที่เกิดอาจเกิดเพียงหนึ่งหรือหายแห่ง โดยปกติตอนแรกก็จะเกิดเป็นจุดแดงหรือตุ่มเล็ก ๆ ก่อน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นสีขาว มีขอบแดง ๆ และขยายออกมาเป็นแผลเปื่อย บนตัวแผลอาจเปลี่ยนเป็นสีออกเทา ๆ ทั้งนี้ขนาดของแผลมีได้ตั้งแต่เป็นมิลลิเมตรไปจนถึงหลายเซนติเมตร อาจมีเพียงแผลเดียวหรือมีได้เป็นสิบแผล

 

โดยลักษณะสำคัญของแผลร้อนในคือเป็นแผลที่เจ็บมากโดยเฉพาะเมื่อถูกกระทบหรือสัมผัส เช่น การรับประทานอาหารร้อนจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด จะทำให้เจ็บมาก นอกจากนั้นอาจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้คางใกล้ ๆ ขากรรไกรบวมโตขึ้น แต่ขนาดไม่โตมาก และมีอาการเจ็บร่วมด้วย เราสามารถแบ่งแผลร้อนในได้เป็น 3 ลักษณะตามระดับความรุนแรง ได้แก่

 

  • แผลร้อนในขนาดเล็ก เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณร้อยละ 80 ของแผลร้อนในทั้งหมด แผลมีขนาดเล็ก มักมีขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร และเป็นแผลตื้น ๆ มักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ พบบ่อยในกลุ่มอายุ 15-45 ปี

 

  • แผลร้อนในขนาดใหญ่ พบบ่อยบริเวณด้านข้างลิ้น เพดานอ่อน ด้านในริมฝีปาก และพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่เลยวัยรุ่นไปแล้ว ผู้ป่วยมักเจ็บปวดมาก กินอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด แผลมักหายช้าเป็นเดือน เมื่อหายแล้วแผลมักเกิดซ้ำได้บ่อย และอาจก่อให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นที่บริเวณที่เกิดแผลได้

 

  • แผลชนิดคล้ายเฮอปีส์ เป็นแผลร้อนในเป็นกลุ่มขนาดเล็กที่พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 แต่รุนแรงกว่าทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว มักเกิดในผู้ใหญ่ และพบบ่อยในเพศหญิง โดยจะมีแผลเล็ก ๆ หลายแผล (มีรายงานว่าเป็นแผลเล็ก ๆ ได้มากกว่าร้อยแผล) กระจายทั่วทั้งช่องปาก ต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์เพราะผู้ป่วยจะเจ็บแผลมากจนกระทบต่อการกินอาหารและดื่มน้ำ เมื่อได้รับการรักษาแผลมักหายภายในระยะเวลาน้อยกว่า 1 เดือน และมักไม่เกิดเป็นพังผืดหรือแผลเป็น

 

 

วิธีดูแลตนเองเมื่อเป็นร้อนใน

แนวทางการดูแลตนเองเมื่อเป็นร้อนใน ควรปฏิบัติดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • กินอาหารอ่อน รสจืด เพื่อลดการระคายเคืองต่อช่องปาก ลดอาการเจ็บช่องปาก
  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้นอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  • ถ้าแผลอักเสบปวดมาก สามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอ และทายาต้านการอักเสบที่แผลในช่องปาก
  • รีบไปพบแพทย์เมื่อกินอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อยลง เจ็บแผลมาก มีไข้ และแผลไม่หายเองภายใน 2 สัปดาห์

 

ที่สำคัญคือ เมื่อแผลร้อนในชนิดใดก็ตามมีอาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเองภายใน 2 สัปดาห์ควรพบแพทย์เสมอ เพื่อแยกจากการอักเสบติดเชื้อหรือมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นอายุที่เริ่มพบโรคมะเร็งของช่องปากได้สูงขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่เคยมีรายงานว่าแผลร้อนในนั้นกลายเป็นมะเร็ง แต่แผลโรคมะเร็งอาจมีลักษณะแผลเหมือนกับแผลร้อนในได้

 

ร้อนในกับมุมมองของแพทย์ทางเลือก

สำหรับการแพทย์ทางเลือกทั้งแพทย์แผนไทยและแผนจีน เชื่อว่า “ร้อนใน” เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายสำแดงออกมาเพื่อให้รู้ว่าร่างกายของเราไม่สมดุล หากเปรียบเป็นศาสตร์จีนก็หมายถึงหยินและหยางในร่างกายไม่เท่ากัน ทำให้รู้สึกแปรปรวนอยู่ภายใน โดยมีสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการร้อนในได้

  • นอกดึก พักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนเพลีย แน่นอนว่าเมื่อร่างกายของเราไมได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะลดลง ส่งผลให้ร่างกายไม่สบายและเจ็บป่วยได้ง่าย
  • ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ท้องผูก ทำให้ของเสียที่จริง ๆ แล้วจะต้องถูกขับออกจากร่างกาย ถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดเป็นความร้อนสะสมอยู่ภายในร่างกายต่อไป
  • รับประทานอาหารสจัด อาหารมัน หรืออาหารทอดบ่อย ๆ เพราะนั่นก็เหมือนกับเรานำเอาความร้อนเพิ่มเข้าไปในร่างกายนั่นเอง
  • เครียดจัด เนื่องจากความเครียดจะมีผลกระทบต่อจำนวนภูมิที่ตอบสนองในการติดเชื้อ และเม็ดเลือดขาว จึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

 

สรุปแล้วก็คือ จะสามารถเห็นได้ว่าสาเหตุก็จะค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันกับแพทย์แผนปัจจุบัน นั่นก็คือเกิดจากมีเหตุให้ร่างกายมีความอ่อนแอลง ดังนั้นการกินอยู่อย่างระมัดระวังจะเป็นช่องทางที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นร้อนในบ่อย ๆ ได้

ที่มา : Health Today

แสดงความคิดเห็น

advertise