สุขภาพและความงาม » สวยด้วยแพทย์ ไม่เข้าใจอย่าเพิ่งทำ อ่าน 5 วิธีนี้ให้จบก่อน พร้อม Tip ดี ๆ ก่อนพบแพทย์ผิวหนัง

สวยด้วยแพทย์ ไม่เข้าใจอย่าเพิ่งทำ อ่าน 5 วิธีนี้ให้จบก่อน พร้อม Tip ดี ๆ ก่อนพบแพทย์ผิวหนัง

1 กันยายน 2017
380   0

สถานีความงามเกิดขึ้นเว้นแต่ละวัน เดินไปทางไหนก็เห็นเกลื่อนกลาด เพราะปัญหาผิวพรรณ 108 ของผู้หญิงเรามันมากมายซะเหลือเกิน หลายคนอยากมีผิวขาวไร้จุดด่างดำ เรียบตึง เปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอย ซึ่งพอวันเวลาผ่านไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่อยู่กับเราซะแล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาตัวช่วย แต่ก่อนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ๆ เราน่าจะมาทำความเข้าใจถึงหลักการต่างๆ ชนิดของปัญหาผิวพรรณและข้อควรระวังต่าง ๆ กันสักนิด

 

 

1.Raser

ย่อมาจาก light amplification by simulated emission of radiation เป็นเครื่องมือให้กำเนิดคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสม แล้วยิงไปยังเซลล์เป้าหมาย เพื่อทำลายเซลล์ที่ต้องการกำจัดโดยไม่ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อปกติ ทำให้ไม่มีปัญหาผิวแดงหรือแผลเป็นที่หนังกำพร้า ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

 

ปัญหาผิวที่เหมาะกับการรักษาแบบ Raser คือ  ผิวที่รักษาได้ด้วยเลเซอร์มีหลากหลายชนิดเช่น ทำเลเซอร์กระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนเพื่อลดริ้วรอย รักษาปานแดง ด้วยเลเซอร์ที่สามารถกำจัดเนื้องอกหลอดเลือด ขจัดขนส่วนเกิน โดยทำลายเซลล์รากของเซลล์ไขมัน ที่ทำให้เกิดตุ่มไขมันเม็ดสีเมลานินเพื่อรักษากระฝ้า

 

ปัญหาที่มีผู้นิยมมารับการรักษามากที่สุดได้แก่ ผู้ที่เป็นรอยคล้ำ กระ ฝ้า ทั้งนี้เพราะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากนั้นแสงแดดและความร้อน ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาได้อีกด้วย

 

การรักษาปัญหาผิวพรรณด้วยเลเซอร์นั้น ปัญหาบางอย่างอาจไม่หายขาด 100% เพียงแต่มีอาการดีขึ้นและอาจเกิดขึ้นได้ใหม่ เนื่องจากเลเซอร์จะขจัดเซลล์ส่วนเกินทิ้ง แต่ไม่อาจป้องกันการเกิดใหม่ของเซลล์ได้

 

ข้อควรคำนึงจากผลการทำเลเซอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

ประเภทที่ 1 ยิงแล้วมีบาดแผลเช่น เลเซอร์กำจัดไฝและกระเนื้อ หลังการรักษาจะเกิดแผลเป็นจุดเลือดออกและผิวอาจเป็นรอยบุ๋มเล็กน้อย ต้องดูแลโดยทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างแผล ทายาและหลีกเลี่ยงแสงแดด จากนั้นเนื้อเยื่อบริเวณรอยบุ๋มจะค่อยๆขึ้นเต็มเหมือนเดิม อาจมีรอยคล้ำจางๆเกิดขึ้นจากความร้อนของเลเซอร์แต่จะหายได้เองประมาณ 4 สัปดาห์

 

ประเภทที่ 2 ยิงแล้วไม่มีบาดแผลเช่น กำจัดขนเส้นเลือดขอด ลดรอยคล้ำ กระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนเพื่อแก้ไขริ้วรอย หลังการรักษาสามารถล้างหน้าทาครีมและใช้เครื่องสำอางได้ตามปกติ ให้ความสะดวกมากกว่าประเภที่ 1 ในเรื่องการดูแลหลังการรักษา

 

ทั้งนี้ หากใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม ควบคุมความร้อนไม่ดี อาจเกิดแผลเป็นได้ ดังนั้นจึงรักษากับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้นจะเป็นการดีที่สุด

 

2.Radio Frequency (rf)

หลักการ rf เป็นเครื่องให้กำเนิดคลื่นวิทยุความถี่สูงไปยังผิวหนัง เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้อุณหภูมิในผิวหนังร้อนขึ้น แล้วความร้อนที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นใยคอลลาเจนให้เปลี่ยนแปลง โดยกระชับหรือกระตุ้นให้เกิดการสร้างใหม่ ทำให้ยกกระชับผิวให้เรียบตึงขึ้นกว่าเดิม

 

สภาพปัญหาที่เหมาะสมคือ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยจากการหย่อนคล้อย เช่น แก้มย้อย ร่องแก้มลึก และมักให้ผลดีในคนช่วงอายุ 40 ถึง 60 ปี แต่อย่างไรก็ตามการรักษาจะได้ผลดีในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่เทียบเท่าการผ่าตัดดึงหน้า

 

ข้อควรคำนึง : rf ให้ความร้อนลงไปลึก ทำให้ผิวหนังหดรัดมาก อาจเกิดเป็นรอยบุ๋ม ปัจจุบันปรับให้ปลอดภัยมากขึ้นผลข้างเคียงน้อยลงมากแต่ยังมีปัญหาเจ็บแดงเล็กน้อยบวมชั่วคราว 2-7 วัน

 

 

3.โบท็อก

หลักการโบท็อก เป็นชื่อการค้าของ Botulinum  Toxin  เป็นสารพิษสกัดจากแบคทีเรีย Clostidium Botulinum ออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยฉีดปริมาณน้อยๆเข้ากล้ามเนื้อ เพื่อลดการหดเกร็งของผิวหนัง แต่ออกฤทธิ์เพียง 4- 6 เดือนเท่านั้น แล้วถูกร่างกายสลายไปตามธรรมชาติ

 

ปัญหาที่เหมาะสมสำหรับการทำ botox ก็คือ ลดริ้วรอยที่เกิดจากการขมวดคิ้ว ตีนกาที่เกิดจากการยิ้ม

 

ข้อควรคำนึง : เมื่อฉีดโบท็อก 4- 6 เดือนแล้ว อาจมีรอยย่นกลับมาใหม่ได้ ถ้าต้องการได้ผล 100% ควรรักษาอย่างต่อเนื่อง

 

4.Lonto

Lonto  ย่อมาจาก Lontophoresis เป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มการส่งผ่านโมเลกุลของยาเข้าสู่ผิวหนัง โดยใช้กระแสไฟฟ้าตรงเป็นหลักในการไอออนต่างๆผ่านเข้าผิวหนัง อาศัยหลักการที่ว่าประจุไฟฟ้าที่เหมือนกันและผลักกัน ส่วนประจุไฟฟ้าที่ต่างกันจะดึงดูดกัน จึงใช้กระแสไฟฟ้าผลักดันด้วยยา ซึ่งมีประจุให้ผ่านชั้นหนังกำพร้าทางรูขุมขน ต่อมเหงื่อ หรือต่อมรากขนและเข้าไปชั้นหนังแท้ต่อไป

 

นอกจากนี้ ความต้านทานโดยรวมของผิวหนังยังลดลง เนื่องจากอิทธิพลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งทำให้ตัวยาผ่านได้ง่ายขึ้น และผิวหนังจะเป็นเสมือนที่เก็บกักตัวยา ซึ่งจะค่อยๆปลดปล่อยตัวยาเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกลงไป บริเวณที่รักษาอาจจะแดงหรือเป็นสีชมพูอยู่ชั่วคราว เนื่องจากเส้นเลือดฝอยขยายและอาจเป็นอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังทำเสร็จ ทั้งนี้ควรส่งเสริมการทานยาพวกแอนตี้ออกซิแดนท์ที่สลายตัวง่าย เช่น วิตามินซี vitamin a อโลเวร่า เป็นต้น

 

ข้อควรคำนึง : ไอออนโต้มีข้อควรระวังน้อย แต่อาจทำให้ระคายเคืองหรือไหม้ของผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับขั้วกระตุ้น โดยเฉพาะบริเวณแผลเปิดหรือถลอกเพราะเป็นบริเวณที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ นอกจากนั้นบริเวณที่มีแผลเป็นก็อาจสะสมกระแสไฟฟ้าทำให้ผิวไหม้ได้เหมือนกัน

 

คำเตือน : ยังไม่มีการยืนยันว่าไอออนโต้มีประสิทธิภาพจริง

 

5.Dermal Filler

โดยหลักการ เป็นสารเติมเต็มเพื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ทดแทนคอลลาเจนที่หายไปในรอยย่นลึกถาวรอาจใช้ collagen หรือ hyaluronic acid ควรเลือกสกัดจากธรรมชาติเพราะจะสลายไปเองได้ในเวลา 4- 6 เดือน

 

สภาพปัญหาที่เหมาะสมคือมีรอยย่นลึกรอยย่นระหว่างคิ้วหรือร่องแก้ม

 

ข้อควรระวัง : ไม่ควรใช้สารพวกซิลิโคน ซึ่งอาจอยู่ได้นานจริง แต่อาจไหลย้อนสูตรที่อื่นได้และอาจเกิดอาการแพ้รุนแรง

 

 

Tip : ก่อนที่จะเข้าพบแพทย์ผิวหนังควรตรวจสอบ 5 รายการเพื่อความมั่นใจ

1.ตรวจสอบว่าแพทย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคผิวหนัง โดยตรวจสอบรายชื่อแพทย์จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กรณีนี้สามารถตรวจสอบสถานที่รักษาใกล้บ้านได้

 

2.แพทย์ที่จะทำการรักษา มีเครื่องมือและอุปกรณ์รักษาเฉพาะโรคที่ได้มาตรฐานรับรองจากองค์การอนามัยของสหรัฐอเมริกา โดยสามารถสอบถามแพทย์ได้เพื่อความมั่นใจ และแนะนำว่าให้ไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีการสอนและวิจัย เช่น โรงพยาบาลจุฬา โรงพยาบาลศิริราช สถาบันโรคผิวหนัง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นต้น

 

3.ปัญหาผิวพรรณของคุณอาจแก้ไขได้เพียงแค่ทายาก็หาย การเลือกใช้เทคโนโลยีหากจำเป็น ควรเป็นทางเลือกสำหรับปัญหาที่รักษาให้หายไม่ได้ด้วยการทายา หรือจำเป็นต้องเห็นผลเร็วและอาการไม่หนักถึงกับต้องพึ่งศัลยกรรม

 

4.เทคโนโลยีเพื่อความงามอาจไม่ได้แก้ปัญหาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทำให้ดีขึ้นได้และจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลที่ดีอยู่เสมอ

 

5.ควรสอบถามแพทย์เพื่อเตรียมตัวก่อนการรักษาและดูแลหลังการรักษาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตลอดจนค่ารักษาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง

ที่มา : HEALTH & CUISINE

แสดงความคิดเห็น

advertise